กฎหมายทรมานกับการป้องกันซ้อมทรมาน

กฎหมายทรมานกับการป้องกันซ้อมทรมาน

เมื่อ 19 พ.ย. 2553
ไฟล์แนบขนาดไฟล์
ร่างป้องกันและต่อต้านการทรมาน (ฉบับใช้รับฟังความคิดเห็น).pdf79.66 KB

การทรมานผู้ต้องหาโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง สร้างความบอบช้ำให้เหยื่อ ญาติพี่น้อง บุคคลที่เกี่ยวข้อง คอยบั่นทอนกระบวนการยุติธรรมไทยอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ประกาศใช้กฎหมายพิเศษ อย่าง กฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่น ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในสงครามยาเสพย์ติด

เนื่องจากการทรมาน เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ร้ายแรง และส่วนหนึ่งของเหยื่อจากการทรมาน ภายหลังศาลตัดสินว่าไม่ได้กระทำความผิด ประเทศไทยจึงได้ลงนามและให้สัตยาบันใน อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี(CAT) ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องมีหน้าที่หลายประการเพื่อป้องกันปัญหาการซ้อมทรมาน แต่รัฐบาลไทยก็ยังไม่ได้ดำเนินการออกกฎหมายใดมาบังคับใช้่เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวให้สอดคล้องกับอนุสัญญา

 

ดังนี้เครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน นำโดยเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ได้ขับเคลื่อนให้มีการออกกฎหมายต่อต้านการทรมาน โดยจัดทำ “ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและต่อต้านการทรมาน พ.ศ....” ขึ้นเพื่อพัฒนากฎหมายของไทยให้รับเอาหลักการในอนุสัญญาดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติจริง

จากกรณีดังกล่าว คณะกรรมการนิติศาสตร์สากล(ICJ) และสมาคมเพื่อป้องกันการทรมาน(APT) จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างการป้องกันการทรมานในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2553 ณ ห้องกิ่งกัญญาบอลรูม โรงแรมโฟร์วิงส์ กรุงเทพฯ

การจัดประชุมในครั้งนี้ได้มีการพูดคุยถึงการเขียนกฎหมายของไทยให้เป็นไปตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ หรือ CAT ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามให้สัตยาบันตั้งแต่ปี พ.ศ.2530
 
ในงานมีการแลกเปลี่ยนแนวความคิดหลากหลายประเด็น โดยเฉพาะ ประเด็นปัญหาที่ว่าควรออกแก้ไขกฎหมายหลักๆ ที่มีอยู่แล้ว เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อต้านการซ้อมทรมานไว้ในกฎหมายทั่วไป หรือ ควรจะยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ทั้งฉบับขึ้นมาสำหรับประเด็นนี้โดยเฉพาะ
 
ในงานนี้ นายกุลพล พลวัน อัยการอาวุโส จากสำนักงานอัยการสูงสุด เสนอให้ใช้วิธีแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาให้มีประเด็นเกี่ยวกับการต่อต้านการทรมาน มากกว่าการร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ และอธิบายเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไปที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีการรับรองการต่อต้านการทรมานไว้อยู่แล้ว
 
โดยนายกุลพล ได้อธิบายถึงความหมายของคำว่าทรมานซึ่งไม่เคยมีบัญญัติมาก่อนในกฎหมายไทย แต่เป็นคำที่เกิดขึ้นตามอนุสัญญาดังกล่าว
 
การทรมาน ในกฎหมายไทยนั้น เราใช้เป็นบทเพิ่มโทษ อย่างเช่นตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) “ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย” ซึ่งมีโทษประหารชีวิตสถานเดียว รวมถึงการทำร้ายร่างกายตามมาตรา 295 ซึ่งมาตรา 296 หากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการทรมาน นั้นจะได้รับโทษหนักขึ้น ส่วนการเรียกค่าไถ่ตามมาตรา 313 หากเป็นการทรมานและโหดร้ายแล้ว ย่อมได้รับโทษประหารชีวิต
 
นอกจากนี้ผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวข้องกับการทรมานนอกราชอาณาจักร ยังต้องได้รับโทษในราชอาณาจักรอีกด้วย ตามมาตรา 7 ประมวลกฎหมายอาญา
 
ขั้นตอนในการแก้กฎหมายนั้นนายกุลพล จึงเห็นว่า ควรปรับแก้ในประมวลกฎหมายอาญาก็เพียงพอแล้ว และกระบวนการปฏิบัติของเจ้าพนักงานเราก็มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องบัญญัติกฎหมายขึ้นมาใหม่ ดังจะเห็นได้จากที่อนุสัญญาดังกล่าวก็เน้นเรื่องความผิดเป็นหลัก
 
นายกุลพล ยังได้ให้ตัวอย่างว่าประเทศไทยก็เคยใช้วิธีแก้ไขในประมวลกฎหมายอาญามาแล้ว เช่น เรื่องความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย หรือความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกันประสบการณ์การร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาต่างหากนั้นไม่ค่อยจะประสบผลสำเร็จนัก
 
“เคยมีกรณีของพระราชบัญญัติความรุนแรงในครอบครัวบัญญัติขึ้นมาแล้ว แต่ใช้ไม่ได้ผล เพราะเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายอย่างเช่นตำรวจบางทีไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีกฎหมายตัวนี้อยู่” สิ่งนี้เป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับการร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาอีกฉบับหนึ่ง นายกุลพลกล่าว
 
อย่างไรก็ดี อัยการท่านนี้ยังมีความเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและต่อต้านการทรมานที่นำเสนอโดยภาคประชาสังคมว่า กฎหมายที่ร่างขึ้นมาใหม่นั้นก็ดี แต่จะต้องสร้างกลไกพิเศษขึ้นมา ปัญหาคือคณะกรรมการของไทยเราไม่มีประสิทธิภาพ “การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่มันไม่เวิร์ก เพราะประชุมอย่างเดียว แต่ไม่ยอมทำงาน”
 
นอกจากนี้แล้ว นายกุลพล ยังได้กล่าวถึง การบัญญัติเรื่องการทรมานไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ถ้ารัฐธรรมนูญถูกยกเลิก บทบัญญัติเรื่องการทรมานก็อาจหายไปด้วย แต่ถ้าเขียนไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากในอนาคตรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกอีก บทบัญญัติในเรื่องการทรมานที่มีอยู่ก็ยังมีผลบังคับใช้ต่อไปได้
 
ทางด้านนายสมชาย หอมลออ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติป้องกันและต่อต้านการทรมาน พ.ศ. … ที่นำเสนอเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) โดยอธิบายถึงเหตุผลในการเสนอร่างกฎหมาย ว่าต้องการให้มีกฎหมายมารองรับปัญหาการทรมานในลักษณะบูรณาการ เพราะกลไกปัจจุบันยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ
 
“กฎหมายที่บัญญัติขึ้นนั้นนอกจากจะเป็นการสร้างกลไกให้อนุวัตรไปตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯแล้ว ยังเป็นกลไกเสริมในส่วนของการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำด้วย” นายสมชายกล่าว
 
นายสมชาย ยังกล่าวว่า แม้ประสบการณ์ที่ใช้วิธีการเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่ ในทางปฏิบัติกฎหมายเหล่านั้นยังไม่มีผลมากนัก แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในสังคม อันเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในเรื่องต่างๆ เช่น กฎหมายความรุนแรงในครอบครัว หรือ กฎหมายสิทธิเด็ก
 
สำหรับการแก้ในบทกฎหมายทั่วไปเฉพาะเรื่อง ตามที่นายกุลพลเสนอให้แก้ไขในประมวลกฎหมายอาญา หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความนั้น ยังมีข้อจำกัดที่วิธีการนี้ไม่สามารถแก้ไขจนมีเนื้อหาครบสมบูรณ์ได้ทุกเรื่อง และหากจะให้รองรับทุกเรื่องก็จะต้องแก้ไขในกฎหมายอีกหลายฉบับ ซึ่งจะก่อให้เกิดความยุ่งยาก และอาจจะหลงลืมกฎหมายบางตัว นายสมชายกล่าว
 
ทั้งนี้นายสมชาย ยังคงเห็นพ้องกับนายกุลพล ว่ากลไกในการขับเคลื่อนของไทยยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แต่การที่กลไกหลักไม่สามารถดำเนินการได้ อาทิ พนักงานสอบสวน อัยการ หรือ ดีเอสไอ จึงต้องมีกลไกอื่นเป็นตัวเสริม
 
นอกจากประเด็นข้อถกเถียงในเรื่องดังกล่าวแล้ว ในงานเดียวกันนี้ นายวิลเดอร์ เทเลอร์ คณะอนุกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันการทรมานฯ และเลขาธิการคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล ได้ยังมีการพูดถึงวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และอธิบายถึงรากเหง้าของการทรมาน เช่น ในเรื่องของนักโทษที่ถูกจับในระหว่างสงคราม หรือการมีค่ายกักกันในยุคหลังสงครามโลก
 
นอกจากนั้นยังมีการแบ่งกันประสบการณ์ของประเทศฟิลิปปินส์ ในการปฏิรูปกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ซึ่งประเทศฟิลิปปินส์ได้ออกกฎหมายขึ้นเป็นฉบับใหม่ต่างหากออกมาบังคับใช้ โดยนายแอลลีเซอร์ คาลอส ผู้คุมทัณฑสถาน ในประเทศฟิลิปปินส์ ได้เล่าถึงประสบการณ์ของประเทศฟิลิปปินส์ให้ฟัง ซึ่งในรัฐธรรมนูญของประเทศฟิลิปปินส์มีการระบุห้ามไม่ให้มีการทรมาน รวมถึงกฎหมายลูกก็มีบทบัญญัติไม่ให้รับฟังพยานหลักฐานที่ได้รับจากการทรมาน
 
ก่อนที่ฟิลิปปินส์จะมีกฎหมายต่อต้านการทรมานนั้น มีความเห็นที่เป็นการแตกแยกกันในสภาเป็นอย่างมากว่าควรออกกฎหมายขึ้นมาบังคับใช้หรือไม่ และด้วยการสนับสนุนของภาคประชาชน มีการระดมมวลชน และให้กลุ่มต่างๆล็อบบี้ประธานาธิบดีให้เห็นว่าเรื่องการซ้อมทรมานเป็นเรื่องเร่งด่วน รวมถึงการสนับสนุนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีแนวทางสนับสนุนกฎหมายการต่อต้านการซ้อมทรมานดังกล่าว
 
ทั้งนี้ นายคาลอส ยังกล่าวด้วยว่ากฎหมายต่อต้านการทรมานนี้จะก้าวต่อไปได้ก็ด้วยความแข็งแกร่งของผู้คนหลายภาคส่วน รวมถึงความเป็นภาคประชาสังคมที่ยึดผู้ที่เสียหายจากการซ้อมทรมานเป็นหลัก
 
 
ภาพหน้าแรก : ines saraiva

 

ในช่วงเวลาคับขัน หากผู้ก่อการร้าย ปกปิดข้อมูลที่เป็นภัยต่อส่วนรวม จะยอมรับการซ้อมทรมานเพื่อให้เปิดเผยข้อมูลได้หรือไม่

ได้ ถือเป็นกรณียกเว้น
6% (16 votes)
ได้ เฉพาะกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายจริง
35% (93 votes)
ยอมรับการซ้อมทรมานไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ
58% (153 votes)
คนโหวตทั้งหมด: 262 คน
การโหวตแต่ละครั้งสามารถโหวตซ้ำได้หลังจากผ่านไป 5 นาทีแล้ว

Comments

อยากได้เอกสารประกอบการประชุมครั้งนี้มากเลยค่ะ พอดีว่ากำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้อยู่ ไม่ทราบว่าจะขอได้จากที่ไหนคะ ใครทราบช่วยตอบด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ
ต้นหลิว
iLaw's picture
ทางไอลอว์มีเอกสารประกอบเท่าที่อัพโหลดขึ้นไปไว้ให้แล้วบนหน้าเว็บ
ไม่ทราบว่าคุณต้นหลิวสนใจข้อมูลส่วนไหนเพิ่มเติม เผื่อว่าจะลองถามไปยังผู้จัดงานให้ได้
ถ้าต้องการอย่างไร ลองติดต่อเข้ามาคุยกันที่ [email protected] หากว่าเข้าใจกันมากขึ้น และสามารถติดต่อกับผู้จัดงานได้ก็จะมีเพิ่มเติมให้นะจ๊ะ

ขอบคุณค่ะ ที่อัพโหลดมีแต่ตัวร่างฯ อย่างเดียว สิ่งที่อยากได้น่าจะเกี่ยวกับประเด็นวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาฯ ความเป็นมาของการทรมานและการต่อต้านฯ และก็อยากได้ข้อมูลการบัญญัติกฎหมายของประเทศฟิลิปปินส์ (ถ้ามี) แต่บอกเป็นเว็บไซต์ก็ได้นะคะ เข้าไปsearchเองก็ได้ค่ะ  ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ  ต้นหลิว