ก่อนท้องฟ้าจะสดใส: ความรุนแรงต่อผู้เห็นต่างทางการเมืองคือบทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลใหม่fli

ก่อนท้องฟ้าจะสดใส: ความรุนแรงต่อผู้เห็นต่างทางการเมืองคือบทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลใหม่fli

เมื่อ 1 มิ.ย. 2562

 

 

 

ปี 2562 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทย การเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นหนึ่งในก้าวสำคัญเพื่ออกจากการปกครองโดยคณะรัฐประหาร ถึงแม้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีปัญหาทั้งในส่วนของกติกา และมีความน่ากังขาในส่วนของการจัดการเลือกตั้ง แต่อย่างน้อยการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็เปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิได้ออกไปแสดงออกซึ่งเจตจำนงทางการเมืองของตัวเองและมีผู้แทนที่มีความยึดโยงกับประชาชนเข้าไปออกกฎหมายในสภา 

 

ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องห้ามการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปถูกยกเลิก ส่งผลให้คดีทางการเมืองอย่างน้อย 8 คดียุติไปเพราะคำสั่งที่ใช้ฟ้องคดีถูกยกเลิก และผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ถูกตั้งข้อหาอื่นเพิ่มเติม เช่น คดีไผ่ดาวดิน และคดีไนซ์ดาวดิน ชูป้ายในโอกาสครบรอบ 1 ปีการรัฐประหารที่จังหวัดขอนแก่น (เหตุการณ์เดียวกันแต่แยกฟ้องเป็นสองคดี) คดีกิจกรรมปัดฝุ่นประชาธิปไตย และคดีกลุ่มนปช.แถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงที่ห้างบิ๊กซีลาดพร้าว เป็นต้น 

 

แต่ท่ามกลางความพยายามเดินหน้ากลับสู่การเมืองตามรัฐธรรมนูญ สถานการณ์เสรีภาพของประชาชนก็ยังอยู่ในสภวะที่น่ากังวล และผู้ที่แสดงความเห็นต่างจากก็ยังคงเผชิญการถูกคุกคาม ซึ่งบางกรณีอาจรุนแรงเสียยิ่งกว่าการคุกคามหลังการยึดอำนาจใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การถูกดำเนินคดี ถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบติดตาม หรือถูกพาไปค่ายทหาร หากแต่ความรุนแรงได้ขยายไปถึงขั้นการทำร้ายร่างกายไปจนถึงการสังหารและการอุ้มหาย

 

การใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสันติก็ยังคงถูกจำกัดทั้งด้วยข้อกฎหมายและวิธีการอื่นๆ ในปีนี้มีการตั้งข้อกล่าวหากับประชาชนที่ออกมาชุมนุมด้วยข้อหาตามพ...ชุมนุมฯไปแล้วอย่างน้อย 3 คดี นอกจากการดำเนินคดีอาญาแล้ว เจ้าหน้าที่ยังมีการใช้เทคนิคอื่นๆในการจำกัดการใช้เสรีภาพการชุมนุมด้วย เช่น การนำสิ่งกีดขวางมาวางบริเวณสถานที่ที่จะใช้จัดการชุมนุม หรือการส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไปที่บ้านของนักกิจกรรมทั้งก่อนและหลังการทำกิจกรรม เป็นต้น

 

สวัสดิภาพของผู้ที่ออกมาทำกิจกรรมก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าเป็นห่วง ในปีนี้มีนักกิจกรรมอย่างน้อยสองคน ได้แก่ เอกชัย หงษ์กังวาน และอนุรักษ์ เจนตะวนิชย์ หรือ "ฟอร์ด เส้นทางสีแดง" ที่ถูกทำร้ายร่างกาย โดยสาเหตุน่าจะมาจากการที่ทั้งสองออกมาทำกิจกรรมทางการเมือง และใช้เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางการเมืองอย่างสม่ำเสมอ กรณีของเอกชัยเขาถูกทำร้ายร่างกายมาแล้วอย่างน้อยเจ็ดครั้งโดยสามครั้งเกิดขึ้นในปีนี้ โดยครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม เขาถูกทำร้ายจนกระดูกมือขวาแตกและซี่โครงหักหนึ่งซี่ ขณะที่ในกรณีของอนุรักษ์เขาถูกทำร้ายร่างกายแล้วอย่างน้อยสองครั้ง ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมซึ่งเขาถูกชาย 6 คนรุมทำร้ายจนศีรษะแตกต้องเย็บถึงแปดเข็ม

 

การทำร้ายร่างกายเอกชัยและอนุรักษ์บ่งชี้ว่า แม้จะมีการจัดการเลือกตั้งไปแล้ว แต่การคุกคามหรือการใช้ความรุนแรงกับผู้เห็นต่างทางการเมืองก็ยังคงมีอยู่ ที่สำคัญรูปแบบการคุกคามก็มีความน่ากังวลมากขึ้นจากเดิมที่เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมมาเป็นการทำร้ายร่างกาย แม้จะไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าบุคคลหรือหน่วยงานใดเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการใช้ความรุนแรง แต่การที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาตัวผู้ที่ทำร้ายร่างกายทั้งสองมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ย่อมทำให้เกิดความเคลือบแคลงต่อเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ชะตากรรมของนักกิจกรรมที่ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในต่างแดนเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลอย่างที่สุด นับตั้งแต่ปี 2559 เริ่มมีรายงานว่า กลุ่มนักกิจกรรมที่ออกไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านและไม่หยุดเคลื่อนไหวทางการเมืองพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกติดตามคุกคามด้วยวิธีนอกกฎหมาย ในเดือนมิถุนายน 2559 นักจัดรายการวิทยุวิจารณ์การเมืองที่ลี้ภัยไปอยู่ในประเทศลาวคนหนึ่งหายตัวไป จากนั้นในเดือนกรกฎาคม 2560 ก็มีรายงานว่า มีนักจัดรายการวิทยุอีกคนหนึ่งหายตัวไป

 

จากนั้นในระยะเวลา 5 เดือน ระหว่างปลายเดือนธันวาคม 2561 จนถึง พฤษภาคม 2562 มีรายงานว่ากลุ่มคนที่จัดรายการวิทยุอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านหายตัวไปรวมหกคน สองในหกพบศพในแม่น้ำโขงและพิสูจน์ทราบตัวตนได้ ส่วนอีกสี่คนซึ่งมีสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ กับชูชีพ ชีวสุทธิ์ หรือ "ลุงสนามหลวง" นักจัดรายการวิทยุวิจารณ์การเมืองชื่อดังรวมอยู่ด้วยยังไม่ทราบชะตากรรมว่าขณะนี้อยู่ที่ใด 

 

หากเปรียบเทียบช่วงเวลาที่นักจัดรายการสองคนแรกหายตัวไป จะพบว่าสองคนแรกหายตัวไปในระยะเวลาที่ห่างกันราวหนึ่งปี แต่หกคนหลังหายตัวในช่วงระยะเวลาที่ห่างกันไม่นาน 

 

แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานว่า กรณีการหายตัวของบุคคลทั้ง 8 เป็นความรับผิดชอบของบุคคลหรือหน่วยงานใด และเกิดขึ้นนอกประเทศ แต่การที่บุคคลทั้งแปดเป็นผู้เคลื่อนไหวในทางตรงข้ามกับรัฐไทย ก็ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในสังคมได้ว่า การหายตัวไปของบุคคลทั้งแปดอยู่ในความรับรู้หรือมีคนในรัฐบาลไทยเกี่ยวข้องหรือมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ เพียงใด 

 

ดูเหมือนว่า ชะตากรรมของผู้ที่แสดงออกในลักษณะเห็นต่างจากรัฐในขณะนี้ น่ากังวลยิ่งกว่าสมัยก่อนมีการเลือกตั้งเสียอีก เพราะ "ความรุนแรง" ทางกายภาพเกิดขึ้นบ่อยครั้ง 

 

หากรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนต้องการจะพิสูจน์ความจริงใจในการฟื้นฟูหลักการนิติรัฐหลังจากที่ถูกทำลายลงตลอดระยะเวลา 5 ปีของการรัฐประหาร รัฐบาลใหม่ก็มีหน้าที่ที่จะต้องรักษาสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรงต่อผู้ที่แสดงความเห็นต่างทางการเมือง กรณีที่มีคนถูกทำร้ายเพราะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง รัฐบาลใหม่จะต้องแสดงออกซึ่งความจริงใจและกระตือรือล้นในการหาตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งแสวงหามาตรการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นอีก ในส่วนของผู้ที่แสดงความคิดเห็นในลักษณะที่อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายก็ให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติค้นหาความจริงและลงโทษหากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง

 

หากรัฐบาลไทยมีความจริงใจและดำเนินการดังที่ระบุไปข้างต้น เชื่อว่า สถานการณ์ความขัดแย้งและความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศจะลดลง แต่หากรัฐบาลใหม่ยังปล่อยปละละเลยให้เกิดการใช้ความรุนแรงต่อผู้เห็นต่าง โดยไม่แสดงความจริงใจที่จะแสวงหาความจริงหรือหาตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือเข้าไปมีส่วนในการใช้ความรุนแรงกับผู้เห็นต่างเสียเอง ก็ยากที่ประเทศจะออกจากความขัดแย้ง หรือมีแต่จะยิ่งขัดแย้งขึ้นไปอีก