เปิดขบวนการไอโอกองทัพ ภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ประธานสั่งตัด สั่งห้ามอภิปราย

25 มีนาคม 2568 ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ชยพล สท้อนดี หรือสส.กู๊ดดี้ จากพรรคประชาชน อภิปรายถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation : IO) ภายใต้รัฐบาลพลเรือนที่มาจาการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ได้ดีขึ้นจากสมัยรัฐบาลทหาร 

ชยพล อภิปรายว่า ขบวนการไอโอของกองทัพไทยใช้ภาษีของประชาชน ใช้กลไกของรัฐมายุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกลียดชังกันไม่จบไม่สิ้น หลังเราขับไล่รัฐบาลทหารออกไปได้แล้ว เราหวังว่าเรื่องเลวร้ายอย่างการทำไอโอต่อประชาชนจะจบสิ้นลง เข้าสู่การปฏิรูปกองทัพให้มีความโปร่งใส กลับสู่รัฐบาลพลเรือน แต่เมื่อรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ไปทำดีลให้บิดาได้กลับบ้าน แลกกับการที่กองทัพปิดประตูไม่ให้ประชาชนเข้า ทำให้ไอโอเติบโตยิ่งขึ้น และเลวร้ายลงกว่าเดิม

ชยพล กล่าวว่า เขาได้รับเอกสารหลักฐานมาจากเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ที่ทำงานอยู่ในขบวนการไอโอที่รับไม่ได้กับปฏิบัติการที่เสื่อมเสียเกียรติภูมิของกองทัพ รับไม่ได้กับการที่ข้าราชการต้องไปปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังกัน โดยเอกสารที่ได้รับมามีทั้งเอกสารรายงานการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการร่วมของทหารและตำรวจ (ศปก.ร่วมฯ) มีทั้งรายงานประจำสัปดาห์ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์มาจนถึงรัฐบาลแพทองธาร เอกสารสรุปยุทธศาสตร์ประจำปีของทีมไซเบอร์ และเอกสารประมาณการภัยคุกคามทางไซเบอร์ 

เอกสารของคณะทำงานความมั่นคงพิเศษของกองทัพบก ทำให้เราทราบว่าช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 กองทัพได้วิเคราะห์ว่า มีกลุ่มต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงสั่งการให้ทุกเหล่าทัพจัดตั้งคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ ทำงานร่วมกันและให้ส่งบัญชีผู้มีอิทธิพลในโลกโซเชียลมีเดียหรืออินฟลูเอนเซอร์ไปให้รับทราบด้วย ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์ ในความหมายทั่วไป อาจจะเป็นคนดัง คนมีชื่อเสียง ดารา หรือคนที่มีคนติดตามเยอะ เป็นคนผลิตคอนเทนต์ในเรื่องที่คนทั่วไปสนใจ เช่น เรื่องแฟชั่น อาหาร การท่องเที่ยว และธุรกิจก็มาจ้างให้คนเหล่านี้ทำคอนเทนต์โชว์ว่าใช้สินค้าหรือบริการ

ชยพล ตั้งคำถามว่า กองทัพจะมีอินฟลูเอนเซอร์ไปทำไม เพราะในเอกสารมีตัวอย่างหนังสือของกองทัพเรือระบุชื่ออินฟลูเอนเซอร์ มีกำลังพลในรายชื่อ 131 นาย แต่ละคนมีคนละหลายบัญชีกระจายตามแพลตฟอร์มต่างๆ มีรายชื่อบัญชี และยอดคนติดตาม อินฟลูเอนเซอร์ของกองทัพมักจะถูกมาใช้ในปฏิบัติการไอโอ 

เอกสารที่ชยพล ได้รับมามีข้อมูลระบุให้ทำงานที่เรียกว่า IRC คือ Information Related Capabilities หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารที่จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย แต่ยังมีคำว่า HVT หรือ High Value Targets แปลว่ากลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อสถานการณ์สูง 

ยังมีเอกสารที่สั่งการให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการสูงสุด สั่งให้จัดทำแผน และแนวทางการดำเนินงานในมิติของสถาบัน หรือข้อมูลสถานการณ์และบุคคลที่เคลื่อนไหวในทุกจังหวัด ส่งให้กับกอ.รมน. มีการสั่งการให้กำหนดเป้าหมายจำนวน 73 เป้าหมาย และอีก 10 เป้าหมายที่เร่งด่วนกลุ่มแรกในการปฏิบัติการ พร้อมทั้งจัดตั้ง Cyber Team เพื่อดำเนินงานให้สอดคล้องกัน เป็นการจัดตั้งทีมไอโอใหม่ให้กระชับการบังคับบัญชา รวมศูนย์ไปอยู่ใต้ศปก.ร่วมฯ ประชุมทุกวันพุธหรือพฤหัสบดี สถานที่ประชุมอยู่แถวเกษะโกมล

ชยพล กล่าวว่า คนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่เลือกตั้งปี 2566 มาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน คือ รองผู้อำนวยการ ศปก. ชื่อ พล.อ.ธรรมนูญ วิถี เป็นนายทหารที่มีบทบาทสำคัญในการไล่จับ ไล่ฟ้อง กิจกรรมที่ต่อต้านการรัฐประหาร และต่อมามีบทบาทสำคัญในการปราบปรามม็อบราษฎร แม้จะเกษียณราชการไปแล้วก็ยังคงบัญชาการทีมไซเบอร์นี้มาจนถึงปัจจุบัน

High Value Targets ที่จะถูกติดตาม ถูกสอดแนม ถูกขุดคุ้ยข้อมูลส่วนตัว มองหาจุดอ่อนต่างๆ แล้วก็ปั้นเรื่องขึ้นมา เรียกข้อมูลชุดนี้ว่า ดาร์กไซด์ หรือข้อมูลด้านมืดเพื่อใช้โจมตีเป้าหมาย ตัวอย่างแรก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ถูกระบุว่ามีพฤติกรรมต่อต้านรัฐบาลในขณะนั้น ทีมไซเบอร์ได้ดำเนินการสร้างภาพจำไปแล้ว 29 คอนเทนต์ เช่น ชอบเอาข้อมูลของตำรวจไปบอกสนธิ ลิ้มทองกุล ที่บ้านพระอาทิตย์ มีเรื่องของการถูกยื่นป.ป.ช.ให้ไต่สวนบัญชีทรัพย์สิน มีเรื่องรถหรู นอกจากข้อมูลเหล่านี้ยังมีการสะกดรอยตาม ตามไปถึงบ้านยันลานจอดรถของพรรคเพื่อไทยเอง 

ตัวอย่างต่อไป คือ พรรณิการ์ วานิช อดีตสส. พรรคอนาคตใหม่ ถูกระบุพฤติกรรมว่าต่อต้านสถาบันฯ สนับสนุนกลุ่มเห็นต่าง สนับสนุนแนวร่วมคอมมิวนิสต์ในอดีต แต่เอาภาพมาตอนไปร่วมกิจกรรมที่รัฐฉาน ซึ่งไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่บนดอยไตแลนด์ มีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 และยังมีความพยายามปั้นเรื่องชู้สาวกับผู้ชายท่านหนึ่ง ถูกสะกดรอยตาม ตามถ่ายภาพ รู้ข้อมูลว่าไปไหนบ้าง เจอใครวันไหนกี่โมง เวลาเข้าออกที่พัก

อีกท่านหนึ่ง คือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกระบุว่ามีพฤติกรรมต่อต้านสถาบันฯ ต่อต้านรัฐบาล มีการระบุให้ทุกหน่วยทำไอโอ ด้อยค่าเรื่องการหาเสียง ยุความแตกแยกภายในพรรค ไปจนถึงบิดเบือนโจมตีเรื่องส่วนตัวต่างๆ

เป้าหมายยังมีอีกมากมาย แต่เป็นนักการเมืองพรรคส้มนี่แหละ เช่น ที่บอกว่าวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นคนลามก อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ไม่มีอำนาจในสภา กองทัพไทยเจตนาใช้ทรัพยากรของรัฐทำไอโอในช่วงเลือกตั้งด้วย และไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการรักษาความมั่นคงและการปกป้องสถาบันฯ เลย 

“หากเรามีนายกที่มีสำนึกประชาธิปไตย ขบวนการไอโอนี้ต้องถูกตรวจสอบ และถูกทบทวน แต่ขบวนการนี้กลับสุขสบายดี แถมเติบโต”

ในยุคสมัยของรัฐบาลนี้ มีรายงานปฏิบัติการของไอโอ หลังจากแพทองธาร ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี มีข้อมูลจำนวนโพสต์ ตามแผนงาน IRC ในรอบสัปดาห์ เฉพาะที่เผยแพร่ผ่านเพจอินฟลูเอนเซอร์ของกองทัพ ในหนึ่งสัปดาห์มีการโพสรวมกันถึง 2,591 โพสต์ โดยมีตัวอย่างเพจเฟซบุ๊กที่กองทัพสร้างขึ้นมา และยังมีการรายงานผลการไปแทรกซึมอยู่ในเพจต่างๆ ไอโอของกองทัพจะเข้าไปสร้างโพสเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของกองทัพและสถาบันฯ ทีมไอโอจะกำหนดธีมเอาไว้ พอถึงวันสำคัญต่างๆ ก็จะมีการโพสต์ของหน่วยงานพร้อมกัน และให้อินฟลูเอนเซอร์เอาไปเผยแพร่ต่อ

ชยพล กล่าวว่า เป้าหมายแอบแฝงของไอโอเหล่านี้ คือการสร้างภาพลักษณ์ว่ากองทัพผูกติดกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแยกไม่ออก ปัญหาการผูกกองทัพกับเบื้องบนในลักษณะนี้เป็นการเอา “เบื้องบน” มาปกป้องกองทัพ เวลามีนักวิชาการ นักการเมือง วิพากษ์วิจารณ์กองทัพเยอะๆ แทนที่จะได้มีความโปร่งใส เปิดเผย และยินดีให้ตรวจสอบ แต่กลับเอา “ภาพลักษณ์เชิงบวก” มาเป็นเกราะป้องกัน แล้วบอกว่า กองทัพมีภารกิจปกป้อง “…” ทำให้กองทัพไม่ถูกตรวจสอบ

ชยพล ยังเปิดเผยต่อไปถึง ปฏิบัติการ DCM Direct Counter Measure คือการพุ่งเป้าไปยังกลุ่มเป้าหมายเชิงรุก การดิสเครดิตในระยะยาว และมีทั้งการตอบโต้กลุ่มเป้าหมาย เมื่อกองทัพถูกวิพากษ์วิจารณ์

ชยพล เปิดเผยภาพของการจัดกลุ่มเป้าหมายที่ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยมีภาพตารางที่จัดเป็นแถว คอลัมน์ C รับผิดชอบโดยกองบัญชาการกองทัพไทย คอลัมน์ D รับผิดชอบโดยกองทัพบก คอลัมน์ E รับผิดชอบโดยกองทัพเรือ คอลัมน์ F รับผิดชอบโดยกองทัพอากาศ และคอลัมน์ G รับผิดชอบโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ซึ่งกลุ่มเป้าหมายนี้ถูกจัดกลุ่มตามตารางแนวนอน คือ กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มรับทุนต่างชาติ เช่น แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) กลุ่มที่สองมีบทบาทจุดประเด็นในสังคม เช่น ปวิน ชัชวาลย์พงษ์พันธุ์, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ธนาพล อิ๋วสกุล, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล, สมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่มสาม มีบทบาทชี้นำเยาวชน เช่น สมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งตอนนี้ทำงานเรื่องดับไฟป่าอยู่, ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล, จอห์น วิญญู, มายด์ ภัสราวลี นักกิจกรรมทางการเมือง, พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักกิจกรรมทางการเมือง, อันนา อันนานนท์ นักกิจกรรมเยาวชน

กลุ่มสี่ กลุ่มแพร่กระจายข้อมูลข่าวสาร เช่น เพจรอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส, เพจพูด, เพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม,​ เพจกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, เพจไทยอาร์มฟอร์ซ ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับทหาร และกลุ่มห้าสุดท้าย กลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอ เช่น รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ, รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์, อ.อุเชนทร์ เชียงแสน, รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, คุณสฤณี อาชวานันทกุล และยังมีสส. พรรคประชาชนอีกมากมายซึ่งตัวของชยพลเอง ก็อยู่ในกลุ่มนี้ที่กองทัพเรือเป็นผู้รับผิดชอบทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร

ตัวอย่างปฏิบัติการ ในรายงานฉบับวันที่ 19-25 ตุลาคม 2567 กรณีการเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน มีการระบุให้ทำปฏิบัติการตอบโต้ไปที่พฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของคนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และบอกว่า คดีมาตรา 112 ไม่เกี่ยวอะไรกับการเมือง และไม่ควรรวม 112 ในการนิรโทษกรรม

ไอโอสร้างภาพจำไม่ดีต่อกลุ่มเป้าหมาย สัปดาห์เดียวมีการรายงานว่าโพสไป 2,080 คอนเทนต์ กองทัพบกขยันที่สุด เป้าหมายที่โดนโจมตีมากพที่สุดไม่พ้นพรรคสีส้ม รศ.พวงทองคนเดียวโดนโจมตีไป 168 คอนเทนต์ เพราะเพิ่งออกหนังสือเรื่อง “ในนามของความมั่นคงภายใน” ที่เปิดเผยข้อมูลลเรื่องการแทรกแซงสังคมของกองทัพในแต่ละยุคสมัย ซึ่งตัวของชยพลถูกโจมตีไปสิบคอนเทนต์เท่านั้นในหนึ่งสัปดาห์ 

การทำคอนเทนต์เชิงรุก รวมทั้งการด่าทอ ทำรูปน่าเกลียดๆ เพื่อทำให้เกิดภาพจำที่ไม่ดีในสังคม ตัวอย่างที่ชยพลโดนโจมตีเองมีมากมาย เพื่อลดทอนคุณค่าในการทำงาน สร้างภาพจำที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่อง เมื่อชยพลพูดเรื่องเรือหลวงสุโขทัยล่ม ก็ถูกโจมตี “เก่งทุกอย่างยกเว้นหน้าที่ตัวเอง” หรือ “ดีแต่ปาก” หรือ “หล่อไปวันๆ ผลงานไม่มี” ลักษณะการทำงานของไอโอกองทัพ จะเป็นการรุมถล่มด้วยภาพซ้ำๆ วนไปแล้ววันต่อมาก็เปลี่ยนบัญชีใหม่

เมื่อมีประเด็นที่กระทบภาพลักษณ์ของกองทัพ ทีมไซเบอร์ก็จะออกมาโพสข้อความต่างๆ โดยมีต้นทางที่ผลิตข้อมูลขึ้นมาเพื่อให้ทีมนำไปแชร์ต่อกัน ตัวอย่างเช่น ในสัปดาห์ที่มีประเด็นคดีตากใบใกล้หมดอายุความ ทีมไซเบอร์ก็เลยโพสว่า “คดีตากใบมีความละเอียดอ่อน ต้องคำนึงถึงผลกระทบหลายด้าน” ในเพจชื่อ Evil Digger ก็โพสคำนี้เป๊ะตามบรีฟ และก็มีการโพสด้อยค่าพรรคส้ม เช่น การบอกว่าธนาธรครอบงำพรรค สร้างภาพ พรรคส้มสามกีบ เน้นสร้างกระแส

นอกจากนี้ ในปฏิบัติการ DCM (Direct Counter Measure) เชิงรุก ยังมีการโจมตีด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติ (social bot) มาโจมตี ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 วิธีการ คือ

1. phishing หรือการหลอกให้เป้าหมายต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การหลอกให้กดเข้าลิงก์ที่ผิดกฎหมาย การหลอกล่อให้เป้าหมายเผยแพร่ข่อมูลที่มีความละเอียดอ่อน 

2. report เป็นการระดมบัญชีผู้ใช้ของผู้ปฏิบัติการเพื่อรายงานบัญชีของเป้าหมายให้ถูกระงับโดยผู้ให้บริการ 

3. brute force คือการโจมตีด้วยการเข้าสู่บัญชีผู้ใช้ของเป้าหมาย ด้วยการสุ่มรหัสผ่าน อีเมล์ และชื่อบัญชีผู้ใช้ 

4. spam คือการส่งข้อมูลเยอะๆ ทำให้เกิดความรำคาญในเนื้อหาสาระของเป้าหมาย

ตลอดปีงบประมาณ 2567 มีการใช้ 4 วิธีการดังกล่าวนี้ถึง 84,641 ครั้ง โดยแบ่งเป็น การหลอกล่อ (phishing) 44,096 ครั้ง การรายงานบัญชีผู้ใช้ (report) 10,044 ครั้ง การสุ่มเดารหัสผ่าน (brute force) 26,231 ครั้ง การสแปม 4,270

ชยพล ยังเปิดเผยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ก็ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยเช่นกัน เช่น เรื่องดินแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือ MOU44 รวมทั้งการแต่งตัวตามแฟชั่นของนายกฯ และในเอกสารของฝ่ายทหารยังมีการระบุถึงกลุ่มคนที่แอบอ้าง … ซึ่งมีทั้งชื่อของทักษิณ ชินวัตร, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และอนุทิน ชาญวีรกูล

เปิดขบวนการไอโอกองทัพ ภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ประธานสั่งตัด สั่งห้ามอภิปราย

โดยขัดตลอดทาง ประธานจากเพื่อไทยจะไม่ให้อภิปรายต่อ

ระหว่างการอภิปรายของสส.ชยพล มีการประท้วงหลายครั้ง ซึ่งระหว่างนั้นดำเนินการประชุมโดยพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส.จากพรรคเพื่อไทย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง และเป็นผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมที่ขัดจังหวะการอภิปรายเป็นพักๆ โดยในช่วงต้นระหว่างที่ชยพล กำลังอภิปรายและเปิดภาพเอกสารต่างๆ ก็ถูกประธานทักท้วง 2-3 ครั้งว่า เอกสารเป็นของจริงหรือไม่ มีการตัดภาพมาเป็นส่วนๆ มีการเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก ผู้อภิปรายรับผิดชอบได้หรือไม่ ซึ่งชยพลกล่าวว่า พร้อมรับผิดชอบเพราะเป็นเอกสารจริงทั้งหมด

เมื่อชยพล อภิปรายถึงประเด็นว่ากองทัพอ้างว่าตัวเองปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ถูกประท้วงโดยวิทยา แก้วภราดัย สส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และประธานวินิจฉัยว่า ห้ามอภิปรายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่าจะเป็นเจตนาดีหรือเจตนาอะไรก็แล้วแต่ สส.ชยพลจึงอภิปรายต่อโดยใช้คำว่า “เบื้องบน” แต่ก็ถูกประท้วงคัดค้านอีก ชยพลจึงอภิปรายต่อ โดยการเว้นคำดังกล่าวไว้เป็นช่วงอึดใจหนึ่ง และต่อมาเลือกใช้คำว่า “สิ่งนั้น” แทนคำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์

หลังอภิปรายเข้าถึงช่วงที่เกี่ยวกับเทคนิคการใช้ DCM ของกองทัพ ก็ถูกประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.พรรคเพื่อไทยประท้วง ด้วยเหตุว่า เป็นการเปิดเผยข้อมูลลึกเกินไป ทำให้ชยพลอภิปรายอย่างติดๆ ขัดๆ ด้านประธานในที่ประชุมก็สั่งตัดการอภิปรายเป็นพักๆ โดยถามว่า ผู้อภิปรายจะรับผิดชอบได้หรือไม่ และกล่าวว่าตัวเองเป็นห่วงที่มีการพูดถึงข้อมูลความลับในหน่วยทหาร ซึ่งสภาแห่งนี้จะรับผิดชอบไม่ไหว

นอกจากนี้ประธานในที่ประชุมยังเปิดไมโครโฟนขึ้นมาเพื่อสอบถามผู้อภิปรายเป็นพักๆ ว่าการพูดถึงบุคคลภายนอกสภานั้นได้ขออนุญาตหรือยัง โดยเฉพาะตอนที่ชยพลอธิบายถึงเทคนิคการพยายามเจาะระบบโดยการทดลองสุ่มใส่รหัสของบัญชีของสฤณี ชยพลก็ยืนยันว่าได้สอบถามเจ้าตัวและได้รับความยินยอมให้เอ่ยถึงแล้ว

หลังสส.พรรคเพื่อไทยประท้วงการอภิปรายอยู่ช่วงหนึ่งว่าข้อมูลที่กำลังนำเสนอนั้นเกี่ยวกับความมั่นคงและ “ลึกเกินไป” ประธานในที่ประชุมก็อธิบายว่า ได้เตือนหลายรอบแล้ว จึงสั่งให้ชยพลหยุดการอภิปรายเลย โดยที่ยังอภิปรายไม่จบ หลังจากนั้นสส.พรรคประชาชนหลายคนประท้วงการทำหน้าที่ของประธานว่าไม่เป็นกลาง ทำให้พิเชษฐ์ ตัดสินใจให้ชยพลกลับมาอภิปรายต่อ โดยไม่ให้ฉายสไลด์อีก และแม้จะยังเหลือเวลาอีก 30 นาที ก็ให้ชยพลอภิปรายได้อีก 10 นาทีเท่านั้น และชยพลก็อภิปรายจนจบ