ศาลปกครองสูงสุดพลิกรับฟ้องคดีเพกาซัสของยิ่งชีพ-ทนายอานนท์ ระบุเป็นการกระทำทางปกครอง

27 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10:30 น. ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลปกครองชั้นต้น และให้ศาลปกครองชั้นต้นดำเนินการกระบวนการพิจารณาคดีต่อไปในคดีที่ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ผู้ฟ้องคดีที่หนึ่งและอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ผู้ฟ้องคดีที่สองร่วมกันฟ้องหน่วยงานรัฐเก้าหน่วยงาน เช่น สำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เหตุสืบเนื่องมาจากการใช้เพกาซัสสปายแวร์เข้าสอดแนมข้อมูลในโทรศัพท์ส่วนตัวของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง (อ่านคำฟ้อง)

ก่อนหน้านี้วันที่ 21 สิงหาคม 2566 ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องดังกล่าววินิจฉัยว่า การเข้าถึงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับคำสั่งอนุญาต เป็นขั้นตอนการสืบสวนเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งมีการบัญญัติโทษทางอาญาไว้โดยตรง จึงเป็นความผิดฐานกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือตามกฎหมายพิเศษ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ไม่ใช่การกระทำอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือดำเนินกิจการทางปกครอง ที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง 

ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงใช้สิทธิอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด ระบุว่า การกระทำของหน่วยงานรัฐทั้งเก้าถือเป็นการกระทำทางปกครองที่ใช้อำนาจทางปกครอง ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้  การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าไม่ถือเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่จะทำให้อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรมเนื่องจากคำว่า “กระบวนการยุติธรรมทางอาญา” จำกัดอยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายพิเศษที่มุ่งหมายเพื่อนำบุคคลไปลงโทษทางอาญาเท่านั้น แต่การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าเป็นไปเพื่อให้ได้ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ปรากฏว่า เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานในการสืบสวนเพื่อนำผู้ฟ้องคดีทั้งสองมาลงโทษทางอาญา ดังนั้นการใช้งานเพกาซัสสปายแวร์จึงไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา

การที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าเป็นการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นเหตุผลที่คลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริง เนื่องจากพิจารณาตามบรรยายฟ้องทำนองว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อสอดแนมและติดตามการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการโต้แย้งสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้าต้องรับผิด รวมถึงชดใช้ค่าเสียหายตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ หรือไม่ 

พิเคราะห์ตามคำฟ้องแล้วเห็นว่า การกระทำของหน่วยงานรัฐทั้งเก้าไม่ใช่เป็นการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา หากแต่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่รัฐในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลโดยกล่าวอ้างว่า เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมก่อนที่จะมีการกระทำความผิด ซึ่งเป็นการใช้อำนาจในเชิงป้องกันอันต้องอยู่ในบังคับของหลักความชอบด้วยกฎหมายและภายใต้การตรวจสอบของศาลปกครอง นอกจากนี้การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้า จึงมีคำขอให้ระงับการกระทำ ลบและส่งมอบข้อมูลคืน และชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

📍ร่วมรณรงค์

JOIN : ILAW CLUB

ช่องทางการติดตาม

FACEBOOK PAGE

บทความยอดนิยม

วิดีโอแนะนำ

Amnestypeople.com
Join iLaw club
Facebook Fanpage
Trending post