25 มีนาคม 2568 วันที่สองของการพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมามีประเด็นอภิปราย เช่น ตั๋วพีเอ็น ปลาหมอคางดำ คอลเซ็นเตอร์และสิทธิมนุษยชน โดยระหว่างการพิจารณานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีตอบคำถามบางส่วนหลังจากที่ฝ่ายค้านได้นำเสนอ ต่อมาเมื่อนำเสนอครบทุกคนแล้วนายกรัฐมนตรีชี้แจงเป็นครั้งสุดท้าย โดยชี้แจงในประเด็นเช่น การครอบงำทางการเมืองจากทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพ่อ ระบุว่า “คงไม่ใช่เรื่องเสียหายเช่นกันที่ดิฉันจะรับฟัง หรือว่านำข้อแนะนำของดร. ทักษิณมาใช้หรือมาพิจารณา เพราะว่าท่านก็เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถแล้วก็ถูกยอมรับในวงกว้างทั้งในแล้วก็ต่างประเทศ แล้วก็ถ้าความคิดของท่านจะเป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชน ดิฉันมั่นใจว่านั่นก็จะเป็นสิ่งที่ดี”
เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน เธอระบุว่า “รัฐบาลนี้เคารพในสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของทุกฝ่าย แล้วก็ไม่เคยลืมว่าครั้งหนึ่งเราเคยบอบช้ำเจ็บปวดขนาดไหนพรรคการเมืองที่ต่อสู้ร่วมกับประชาชน เราก็ยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนอย่างเปิดเผย ในพรรคของเราก็เต็มไปด้วยนักการเมืองที่ต่อสู้เคียงข้างกับประชาชนมา”
ส่วนเรื่องการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ เธอระบุว่า ไทยยังไม่มีกฎหมายผู้ลี้ภัย และย้ำว่า การส่งกลับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายรวมทั้งประเทศไทย ด้านกัณวีร์ สืบแสง พรรคเป็นธรรมโต้แย้งผ่าน X ว่า ที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าประเทศไทยไม่มีกฎหมายเรื่องผู้ลี้ภัยอาจหมายถึงนามอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย 1951 และ protocol 1967 แต่กฎหมายในประเทศมีพ.ร.บ. ป้องกันการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองบุคคลที่ไม่สามารถกลับราชอาณาจักรได้ รวมถึงอนุสัญญาระหว่างประเทศ ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการ หายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ที่กล่าวถึงหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) ที่ไทยจะต้องปฏิบัติตาม
ด้านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในฐานะผู้เสนอญัตติกล่าวสรุปและชี้แจงการตอบกลับของนายกรัฐมนตรี เขามองว่า นายกรัฐมนตรีตอบไม่ตรงคำถามและยังไม่เห็นถึงความชัดเจนของการแก้ไขปัญหาต่างๆ
“ผมขอกล่าวหาให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับความเสียหายว่า ท่านจงใจทำธุรกรรมอำพรางวางแผนเพื่อหนีภาษี ผมขอกล่าวหาให้ท่านนายกรัฐมนตรีเสียหายอีกครั้งว่า ท่านอิงแอบกับกลุ่มทุน เอาใจอำนาจเก่า ละเว้นการใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมขอกล่าวหาท่านอีกหนึ่งครั้งที่ท่านสามารถใช้สิทธิพาดพิงว่า ท่านเป็นคนที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ ไม่มีความตั้งใจ…ประโยคสุดท้ายแล้วว่า ท่านไม่มีความตั้งใจในการแก้ปัญหา เลือกหยิบแต่ตัวเลขดีๆ มาหลอกสังคม ท่านหนีความเป็นจริง สามหนี ณ ตอนนี้ วางแผนเพื่อหนีภาษี ละเว้นและหนีหน้าที่ ทำตัวหนีความจริง”

ไม่เสียหายที่จะรับคำแนะนำจากทักษิณ ย้ำแก้รธน.ยกเว้นหมวดทั่วไปและพระมหากษัตริย์
แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “…ท่านผู้นำฝ่ายค้านก็ได้ย้ำในเรื่องของภาวะผู้นำแล้วก็ในเรื่องของการถูกครอบงำอยู่หลายครั้ง คนที่ย้ำเรื่องเดิม ๆ อยู่หลายครั้ง ไม่แน่ใจว่านั่นคือสิ่งที่ตัวเองขาดหรือไม่ แต่ว่าจริงๆแล้วดิฉันก็คิดว่า เราก็ไม่ต้องคิดแบบนั้นก็ได้ ที่จริงไม่ใช่แค่ดิฉันที่ถูกกล่าวหาเรื่องการถูกครอบงำ ท่านเองก็ถูกกล่าวหาว่าถูกครอบงำเช่นกันแต่ว่าต่างกันตรงที่ดิฉันถูกกล่าวหาว่าถูกครอบงำโดยคุณพ่อ ของท่านถูกครอบงำโดยคนที่ไม่ใช่พ่อก็มีความต่างกัน แล้วก็ดิฉันคิดเลยว่า ไม่อยากให้ใครพูดแบบนี้ ส่วนตัวของดิฉันเอง ดิฉันจริงๆเคารพแล้วก็ให้เกียรติท่านผู้นำฝ่ายค้าน แล้วก็ไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นเลยมันก็ไม่เคยออกมาจากปากดิฉันว่า จะสงสัยในภาวะผู้นำของท่านหรืออย่างไร จริงๆเราอายุใกล้ๆกัน เราควรมีความเข้าใจแล้วก็จริงๆในเรื่องของเส้นทางทางการเมืองก็มีความคล้ายกันอยู่บ้าง ไม่ว่าเราจะมาถึงตรงนี้ได้เราก็เจอชะตากรรมแล้วการถูกกระทำของพรรคการเมืองทำให้เรามาถึงวันนี้ เพราะว่าถ้าพรรคของดิฉันไม่ถูกกระทำทางการเมือง ในวันนี้เราอาจจะยังมีนายกฯที่ชื่อ ดร.ทักษิณก็ได้ แล้วพรรคของท่านก็อาจจะยังมีหัวหน้าพรรคที่ชื่อธนาธรก็ได้ ซึ่งอันนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ชะตากรรมมันมาถึงแบบนี้ ชะตากรรมทางการเมืองมาเป็นแบบนี้ ทั้งดิฉันและทั้งตัวท่านก็คงจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วก็การที่จะด้อยค่าคนอื่นแบบนี้ ดิฉันคิดว่าก็อย่าทำเลยค่ะ
อีกอย่างการที่ดิฉันเป็นลูกของ ดร. ทักษิณก็แน่นอน ถูกวิจารณ์ ถูกปรามาส มาตั้งแต่ยังเป็นนิสิต นักศึกษาอยู่แล้ว แล้วก็จนถึงวันนี้ดิฉันเป็นนายกฯ ชื่อคนที่ถูก Mention รองจากดิฉันก็คงจะเป็นท่าน คุณพ่อ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่ว่าดิฉันเองก็คิดเลยว่ามันก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหายเช่นกันที่ดิฉันจะรับฟัง หรือว่านำข้อแนะนำของดร. ทักษิณมาใช้หรือมาพิจารณา เพราะว่าท่านก็เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถแล้วก็ถูกยอมรับในวงกว้างทั้งในแล้วก็ต่างประเทศ แล้วก็ถ้าความคิดของท่านจะเป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชน ดิฉันมั่นใจว่านั่นก็จะเป็นสิ่งที่ดี
ก็มีนักการเมืองอีกหลายๆท่านที่โดนในเรื่องของการตัดสิทธิจากการยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมืองมากน้อยต่างกัน ก็ยังเห็นว่าทุกๆคนค่ะ ก็ยังเดินหน้าทำงานในเรื่องการเมืองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของนโยบาย การเดินหาเสียงพบพี่น้องประชาชนก็ยังทำได้ ทำไมถึงเป็นเรื่องของท่านทักษิณเพียงคนเดียวที่เป็นประเด็น หรือว่าท่านทักษิณอาจจะโดนตัดสิทธิยกกำลังสองก็ไม่แน่ใจ
ในประเด็นอย่างเรื่องประเด็นของอุยกูร์ที่เรามีการอภิปราย…ที่ตอนนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายของผู้ลี้ภัย เมื่อมีการลักลอบเข้าเมืองเข้ามาก็ถูกดำเนินคดีตามขั้นตอน โดยที่จะมีการยึดหลักมนุษยธรรมแล้วก็สิทธิมนุษยชน แต่ว่าในการที่เราจะขังเขาไว้เป็น 10 ปี ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศแม่เขาก็ขอในการรับตัวแล้วก็มาทวงถามโดยที่ประเทศอื่นๆ…ประเทศที่สามยังไม่เคยมีการมาทวงอย่างเป็นทางการ หรือว่ามาขออย่างเป็นทางการ เราก็ติดต่อกับจีนเรียกร้องให้ Make sure ในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเค้าก็ย่อมทำจริงจังเป็นหนังสือออกมา แล้วก็สิ่งนี้ก็เป็น ถือว่าเป็นพันธสัญญาต่อสังคมโลก เราจึงต้องรีบส่งกลับไป อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าคณะของท่านรองนายกฯภูมิธรรมก็เพิ่งเดินทางไปติดตามมาห้าวันที่แล้วเอง แล้วก็ทุกคนปลอดภัยอยู่ที่บ้าน ดิฉันเชื่อว่า นี่คือคือวิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย และที่สำคัญก็คือดีที่สุดสำหรับประเทศไทย
แล้วก็ท่านก็ถามว่า ชาวอุยกูร์สมัครใจหรือไม่ ท่านต่อว่ารัฐบาลว่าไม่ทำตามใจชาวอุยกูร์ ดิฉันรับฟังแต่ว่าสิ่งที่ดิฉันต้องคิดเป็นอันดับแรกก็คือว่าคนไทยต้องการอะไร แล้วอะไรดีที่สุดสำหรับประเทศไทย นี่คือสิ่งที่ดิฉันคิดแล้วก็ทีมทั้งหมดในครม.ก็ต้องปรึกษากันแล้วก็คิดอย่างนี้เช่นกัน การที่ส่งกลับไป อะไรคือประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย แล้วการที่เขากลับไปแล้วปลอดภัยเป็นสิ่งที่ดีกว่าหรือไม่กว่าการที่เขาต้องมาอยู่ในที่ ๆ เขาโดนกักเป็นสิบปี ส่วนที่มีบางประเทศมาประนามหรือว่าไม่ยอมรับ เราก็เคารพทุกความคิดเห็น แล้วสิ่งที่เราทำได้ก็คือว่าเราต้องใช้เวลาแล้วใช้การอธิบายนี่แหละที่จะทำให้ทุกประเทศเข้าใจ ตอนแรกแน่นอนว่าหลายๆประเทศก็คิดไปต่างๆนานาว่า จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ไม่แปลกแล้วก็ไม่ผิดด้วย เพราะว่า เค้าก็ไม่ทราบว่าประเทศไทยกับประเทศจีนได้คุยอะไรกัน ได้มีหนังสือรับรองเกิดขึ้น เพราะอันนี้มันเป็นเรื่องที่จริงจัง ถ้าสมมติว่ามีหนังสือรับรองแล้วมันไม่เป็นแบบนั้น ประเทศจีนเองก็จะถูกมองไม่ดีในสายตาของประเทศอื่นๆในโลกเช่นกัน อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่เราก็คิดอย่างนั้นถึงได้มั่นใจแล้วก็ส่งอุยกูร์กลับไป ซึ่งอันนี้ก็ต้องใช้เวลาในการอธิบายให้ทุกประเทศเข้าใจ
แล้วก็ที่ท่านได้กล่าวหารัฐบาลว่าทำผิดเรื่องนี้ก็ต้องถามจริงๆว่า ท่านได้มอง เปิดตามองครบในของมิติของในโลกหรือเปล่า จริงๆท่านเป็นนักสิทธิมนุษยชนมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกก็ไม่แน่ใจว่า หรือว่าท่านจะสองมาตรฐานสำหรับรัฐบาลนี้โดยเฉพาะ เพราะว่าเท่าที่จำได้ก็ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนเลยที่มีนโยบายในเรื่องของผู้ลี้ภัย ท่านก็อาจจะใช้โอกาส ใช้เวทีนี้ออกนโยบายประกาศเลยก็ได้ว่า จะทำตามที่ผู้ลี้ภัยต้องการในทุกกรณี หรือว่าจะมีแนวทางอย่างไรบ้าง ประชาชนก็จะได้รับฟังก็ใช้เวทีนี้ซะเลย
ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ตอนนั้นเราเป็นฝ่ายค้านด้วยกันแล้วก็ลงสัตยาบันร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่วมกันผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายหนแต่ว่าทำไม่สำเร็จ เมื่อเรามาเป็นรัฐบาลก็ได้แถลงนโยบายนี้ต่อรัฐสภาจุดยืนก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่แตะหมวดหนึ่ง หมวดสอง เพียงแต่ด้วยข้อกฎหมายที่ซับซ้อนทำให้การแก้ไขทำได้ยาก มีข้อเห็นต่างจากพรรคร่วมรัฐบาล แล้วก็วุฒิสภาทั้งในเรื่องของกฎหมายการทำประชามติ แล้วก็จำนวนครั้งในการทำประชามติ แต่เราก็ยังพยายามเดินไปข้างหน้า
ท่านเรียกร้องให้ดิฉันแสดงภาวะผู้นำ จริงๆไม่ต้องเรียกร้องเพราะว่าดิฉันก็ทำอยู่ตลอดเวลา แล้วก็มีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลตลอดในทุกๆ นโยบายที่ต้องหารือกัน ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แสวงจุดที่ร่วมด้วยกันแล้วก็สงวนจุดต่างให้ชัดเจน จนล่าสุดพรรคร่วมรัฐบาลที่ซึ่งเคยไม่เข้าประชุมก็ตกลงลงมติเห็นชอบร่วมกันนำเรื่องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เข้าใจแม้ว่า จะช้าไปบ้าง อาจจะไม่ทันใจ แล้วก็แต่แน่นอนว่านี่ก็คือเป็นโอกาสที่ชัดเจนแห่งความสำเร็จ
แล้วก็ส่วนภาวะผู้นำของดิฉัน ดิฉันคิดว่าดิฉันก็ต้องมีความอดทน เราเป็นพรรคร่วม เราเป็นรัฐบาลที่มีพรรคร่วมหลายพรรคก็ต้องมีความอดทน มีเหตุผล แล้วก็ต้องมีความจริงใจด้วย เพราะฉะนั้นก็อันนี้ก็คือสิ่งนี้ที่ฉันยึดถือ แล้วก็มองเห็นว่าผลสำเร็จจะเป็นยังไง อันนั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าถ้าจะให้ดิฉันไม่ได้เป็นผู้นำในลักษณะนี้ ให้ดิฉันต้องดันทุรังไปแต่พังทุกรอบอย่างนี้มันก็จะไม่เป็นผลสำเร็จ ดิฉันก็เชื่อว่า การที่จะดันทุรังแบบนั้นจะไม่เกิดผลดีกับรัฐบาลของดิฉัน
ก็มีเพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายในเรื่องการต่อสู้ของประชาชนก็ต้องขอเรียนว่ารัฐบาลนี้เคารพในสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของทุกฝ่าย แล้วก็ไม่เคยลืมว่าครั้งหนึ่งเราเคยบอบช้ำเจ็บปวดขนาดไหนพรรคการเมืองที่ต่อสู้ร่วมกับประชาชน เราก็ยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนอย่างเปิดเผย ในพรรคของเราก็เต็มไปด้วยนักการเมืองที่ต่อสู้เคียงข้างกับประชาชนมา แล้วก็แน่นอนว่าเราเห็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ มีคนเสื้อแดงหลายคนในพรรคก็คือมีลูกหลานของคนเสื้อแดงอีกมากมายในพรรค ซึ่งเราก็…ถึงเราจะไม่ได้เอาพกหมวกผ้าพันคอมา แต่ว่าเราก็แสดงเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วก็อยู่ในใจของพวกเราเสมอ อันนี้ก็คือสิ่งที่พวกเราเป็น
ท่านประธานที่เคารพ ถ้าคำว่า ‘ดีล’ หมายถึงการเจรจาหาข้อสรุปร่วมกัน การเมืองทุกที่ในโลกใบนี้ก็ต้องมีการดีลกันทั้งนั้นแหละแล้วก็รัฐบาลของเราตั้งมา ก่อนหน้านี้พรรคของเราก็ดีลกับพรรคของท่าน พรรคของท่านก็มาดีลกับพรรคของเรา เรายกมือโหวตให้แคนดิเดตของท่าน แคนดิเดตนายกฯของท่าน ด้วยความที่เราก็เชื่อว่าท่านสามารถรวมเสียง สว. สำเร็จแล้ว เราก็ดีลกันแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นในระดับสองคน ระดับทุกๆ คนในพรรคเราก็ดีลกันแบบนั้นว่าท่านรวมเสียง สว. สำเร็จท่านก็ยืนยันดีลกับเราแบบนั้น เราก็ดีลด้วย แต่ว่าที่ผ่านมาเราก็รักษาคำพูดของเรามาเสมอ แล้วก็ท่านก็ดีลกับเรามาเสมอเช่นกัน เราก็ทำตามดีลทุกอย่าง
เมื่อปี ‘62 พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งแต่พอโหวตเลือกนายกฯท่านก็มาดีลให้เรายกมือให้แคนดิเดตของพรรคท่าน ซึ่งมาเป็นอันดับสาม เราก็ทำตามดีลให้ท่านทุกอย่าง การเลือกตั้งปี ‘66 ท่านเป็นพรรคอันดับหนึ่งมาดีลกับเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เราก็ตอบตกลงแล้วก็ยกมือให้ท่านอีกครั้ง ครั้งแรกไม่ผ่านอย่างที่ท่านตกลงไว้ เราก็ยกมือท่านอีกเป็นครั้งที่สองตามที่ท่านมาดีลกับเราไว้ แล้วก็ยกมือให้แคนดิเดตของพรรคท่านมาตลอด แต่ว่าเท่าที่จำได้ท่านยังไม่เคยยกมือให้พรรค ให้แคนดิเดตของพรรคเราเลย แล้วก็เมื่อท่านตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ เราก็เดินหน้าตั้งรัฐบาลต่อไป ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของระบบรัฐสภา ก็เกิดขึ้นกับพรรคเรามาแล้ว ก็เกิดขึ้นกับพรรคท่านเช่นกัน
เราก็รู้ดีว่าการตั้งรัฐบาลในครั้งนี้จะต้องพบกับความยากลำบาก พบกับการต้องอธิบายให้ประชาชนฟัง แต่ว่าถ้าเรามีความตั้งใจอย่างมากที่จะผลักดันนโยบายสู่ประชาชนจริงๆ เราทราบอยู่แล้ว ตัวเลขก็บอกศักยภาพของประเทศไทยช้า โตช้ามาเป็นสิบปี เพราะฉะนั้นถ้าเราใหม่เริ่มตั้งแต่วันนั้น เราจะมีนโยบายที่ออกไปถึงมือประชาชนแบบวันนี้เหรอ การที่ท่านพูดถึงเรื่องนโยบายไม่ตรงปกอะไรต่างๆ แต่ชาวบ้านได้รับเงิน 10,000 บาท ถามประชาชนแล้วหรือยังว่ามีความสุขกับสิ่งนั้นหรือไม่ การกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นถูกกระตุ้นแล้ว ถ้ายังไม่กระตุ้นเลยมันจะกระเตื้องแบบวันนี้หรือไม่
…การที่เราได้เริ่มทำ ถ้าไม่เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันนั้น วันนี้ก็ยังจะติดลบอยู่ ถ้าไม่เริ่มจากลบมาเป็นศูนย์และศูนย์ไปเป็นบวก เมื่อไหร่ประเทศไทยจะเคลื่อนไปข้างหน้าล่ะ เพราะฉะนั้นเพื่อไทยหรือรัฐบาลนี้ก็แบกไว้ในเรื่องการทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราภูมิใจว่าเราได้ทำนโยบายต่างๆ แล้วก็ได้เดินสายคุยต่างประเทศนำเงินเข้าประเทศแล้วทำให้การลงทุนของประเทศไทยสูงสุดในรอบสิบปีแล้ว ทั้ง ๆที่เราเป็นรัฐบาลยังไม่ถึงหนึ่งปี แค่หกเดือนเท่านั้น เราก็เริ่มแล้ว ดิฉันเชื่อว่าในทุกๆที่ไม่มีใครอยากที่จะถูกเป็นผู้กล่าวหาหรอก ในวันนี้ เพื่อความชัดเจนแล้วก็สร้างแนวการเมืองแบบใหม่ ท่านก็ควรจะประกาศให้ชัดไปเลยว่า สมัยหน้าท่านจะร่วมหรือไม่ร่วมกับใคร พูดให้ชัดตั้งแต่วันนี้ประชาชนก็จะได้เกิดความสบายใจ”
ณัฐพงษ์ฉะนายกฯ สามหนี : ‘หนีภาษี หนีหน้าที่ หนีความจริง’
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านผู้เสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจสรุปเนื้อหาการอภิปรายเป็นไปตามข้อบังคับข้อ 178 วรรคสามประกอบข้อ 75 ประธานรัฐสภาระบุว่า หลังจากนี้จะไม่อนุญาตให้ใครอภิปรายอีกแล้วยกเว้นว่าเป็นประเด็นใหม่ที่รัฐบาลจะขอชี้แจง หลังจากนั้นณัฐพงษ์จึงเริ่มกล่าวสรุป
“ผมคิดว่าจากคำชี้แจงตามข้อบังคับที่ท่านประธานได้นำเสนอในที่ประชุมสักครู่ หลังจากที่ผมได้สรุปญัตติเสร็จ ผมคิดว่าน่าจะมีการใช้สิทธิจากทางรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีชี้แจงเพิ่มเติมเพราะเมื่อสักครู่ท่านนายกฯก็เปิดประเด็นใหม่หลายประเด็นที่ผมไม่ได้เสนอญัตติเช่นเดียวกัน ซึ่งจริงๆเวลาของทางฝ่ายค้านก็มีค่อนข้างเหลือ วันนี้เรามีเวลากันถึงประมาณก่อนเที่ยงคืนก็อยากจะให้ท่านประธาน ก็ให้เวลาพวกเรามากที่สุด นานๆ ครั้งเราจะมีคณะรัฐมนตรี รวมถึงท่านนายกฯมานั่งในสภาแห่งนี้ก็จะได้ใช้เวลาได้เกิดประโยชน์มากที่สุด…ผมณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและคณะ จากพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกคน วันนี้ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ท่านประธาน คณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ใช้เวลาร่วมกันสองวันที่ผ่านมา ท่านนายกฯมีฝากให้ผมหลายๆเรื่อง ก็อาจจะใช้ในการอภิปรายครั้งนี้โดยการสื่อสารกับท่านนายกฯโดยตรงผ่านท่านประธานไป
มีหลายประเด็นขอประเด็นใหญ่ๆชวนสนทนา… ท่านนายกฯเปิดประเด็นใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในญัตติ เปิดประเด็นคำถามว่า พรรคผมและพรรคท่านนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนาม พรรคเพื่อไทยไม่น่าเสียหาย
เราอยู่หัวอกเดียวกันใช่ไหม ท่านบอกว่าเราโดนนิติสงครามเราโดนยุบพรรคมาเหมือนๆกัน คำถามครับท่านนายกฯ จะออกจากปัญหานี้ยังไง เมื่อกี้ท่านบอกแล้ว พรรคเพื่อไทยมีนโยบายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไหนล่ะครับการกระทำ ไม่เหมือนกับที่ท่านพูดไว้เมื่อสักครู่ ผมยินดีให้ท่านลุกขึ้นชี้แจงต่อจากผมว่าผมสรุปญัตติเสร็จ การจะออกจากปัญหาที่ท่านบอกว่าผมกับท่านหัวอกเดียวกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำอย่างไร อย่าอ้างผมอภิปรายไปแล้วตั้งแต่วันแรก อย่าอ้างเรื่องข้อกฎหมายว่า มีข้อเห็นแตกต่างในเรื่องการทำประชามติ ใครๆก็รู้ว่า เป็นเหตุผลบังหน้าอยู่เบื้องหลังเหตุผลทางการเมือง
สิ่งที่ผมได้อภิปรายไปท่านนายกฯ ขออนุญาตอีกหนึ่งครั้ง ผมเองเวลาให้การสัมภาษณ์ต่อหน้าสื่อ รวมถึงการอภิปรายในครั้งนี้ จริงๆผมใช้คำว่า ภาวะความเป็นผู้นำน้อยครั้งมาก ที่ผมมีการพูดไปในวันแรกเพราะอยู่ในญัตติจำเป็นต้องอ่าน แต่ที่ผ่านมาผมจะพูดถึงคุณสมบัตินายกฯ สามข้อ เรื่องการขาดความรู้ความสามารถ การขาดวุฒิภาวะและการขาดเจตจำนงทางการเมืองท่านนายกรัฐมนตรี เฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเจตจำนงทางการเมืองท่านอยู่ตรงไหน ซึ่งเดี๋ยวผมจะมีคำถามในตอนท้ายว่า ทำไมคุณสมบัติข้อนี้สำหรับผมจากทั้งสามข้อเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด เรื่องความรู้ความสามารถ ท่านนายกฯตอบชี้แจงในที่ประชุมวันนี้ท่านเป็นคนที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ความรู้ความสามารถเรียนรู้กันได้ ผมเองก็เพิ่งเข้าสู่โลกการเมืองเมื่อปี ’62 หกปีที่ผ่านมา เพื่อนๆ สมาชิกที่อยู่พรรคร่วมเดียวกันกับผมก็เช่นเดียวกัน ไม่เคยอยู่ในโลกการเมืองมาก่อน ผมคงไม่ได้ยกตนข่มท่านว่าพวกผมมีความรู้ความสามารถมากกว่า ท่านมีประสบการณ์มากขึ้น เดี๋ยวท่านเก่งมากขึ้น
เรื่องวุฒิภาวะเปลี่ยนจากการที่แต่ก่อนถ้าท่านอยู่ฝ่ายบริหาร เป็นเจ้าของบริษัทเอกชนมาเป็นรัฐบาลก็อยู่ฝ่ายบริหาร ท่านอาจจะใช้วิธีการสั่งได้มากกว่าตำแหน่งอื่นๆ ถ้าท่านรับผิดชอบต่อสภา มานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ และฟังเยอะๆ การฟังมากกว่าพูดจะเพิ่มวุฒิภาวะได้ แต่คุณสมบัติข้อสุดท้าย การขาดเจตจำนงทางการเมือง ถามตัวท่านนายกฯ ขออนุญาตด้วยความเคารพ เหตุผลของท่านที่ท่านมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตอนนี้คืออะไร เวลาประมาณ 15:50 น. ผมจำตัวเลขได้เป๊ะๆเพราะผมนั่งจดอยู่ตลอดว่าท่านนายกฯตอบเวลาไหนบ้าง ท่านเล่าถึงประวัติชีวิตส่วนตัวที่ผ่านมาตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหารปี ’49 ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา 20 ปีที่แล้ว เพื่อนสมาชิกทุกคนในห้องนี้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเข้าใจความรู้สึกดี
ผมเข้าใจความรู้สึกท่านดี แต่ท่านเหมือนพยายามมาเล่าว่าตัวท่านเองเป็นผู้ถูกกระทำ ทุกคนในประเทศนี้เป็นผู้ถูกกระทำจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา…ไม่ใช่ตัวท่านนายกคนเดียวในฐานะบุตรสาวของคุณทักษิณ ชินวัตร แล้วถ้าท่านจะใช้ความเป็นบุตรสาว ตั้งคำถามถึงบุตรสาวของคนเสื้อแดงที่ร่วมต่อสู้ต่อสู้กับคุณทักษิณ ชินวัตร มาดูซิถามเขาว่าจุดยืนทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในวันนี้ ครอบครัวของคนเสื้อแดงที่เขาต้องสูญเสียไป ลูกสาวของเขารู้สึกยังไง ผมคิดว่าหลายๆคนรู้สึกโกรธ รู้สึกเศร้า รู้สึกหมดหวังกับการเมืองที่มันเป็นอยู่วันนี้
ถ้าเราจะเอาเรื่อง 20 ปีที่แล้วมาเล่าย้อน ไม่เดินไปข้างหน้า เล่าในอดีต แน่นอนเราต้องเราต้องศึกษาประวัติศาสตร์ รู้ที่มาที่ไป ก็จะวกเวียนวนซ้ำซากอยู่แบบนี้แหละ สำหรับผมเองความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา 20 ปี หากจะให้ผมพูดโดยสรุปแค่สองประโยคว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย 20 ปีที่แล้วประเทศไทยสูญเสียไปทุกอย่างเพื่อเอาคุณทักษิณ ชินวัตรออกนอกประเทศ จะเกิดขึ้นจากใครทุกท่านคิดเอง ใครเป็นคนต้องพาคุณทักษิณออกไปแต่เรายอมแลกทุกอย่างในประเทศนี้ 20 ปีผ่านมาประเทศไทยกำลังจะสูญเสียทุกอย่างไปอีกครั้ง เพื่อเอาทักษิณ ชินวัตรกลับมาในประเทศนี้ นี่แหละคือสิ่งที่ผมพยายามสื่อสารว่า ดีลแลกประเทศมันคืออะไร แล้ววันนี้มันกลายเป็นครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีหลายท่านที่นั่งอยู่เบื้องหน้าผม เพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่ฝั่งนั้น ที่ผมกำลังกล่าวหาไม่ได้กล่าวหาหรอก ผมคิดว่า เป็นข้อเท็จจริงว่าท่านไปร่วมขบวนการกับพวกเขาแล้ว แล้วมันเปลี่ยนอะไรไม่ได้ เนี่ยแหละอภิปรายบนพื้นฐานข้อเท็จจริง
ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรีทุกท่าน สองวันที่ผ่านมานี้ ท่านพยายามโยนคำกลับมาหาพวกผม ผมเป็นพวกประดิษฐ์วาทกรรม ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ใช่การเมืองสร้างสรรค์ ผมอยากให้ทุกท่านเข้าใจ ถ้าเป็นญัตติทั่วไปอยู่ดีๆผมคงไม่ลุกขึ้นมา กล่าวหาพวกท่านแบบนี้หรอก แต่ครั้งนี้เป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ กล่าวหาท่านก็ชี้แจง แต่มองในมุมนึงท่านบอกท่านกำลังทำหน้าที่ท่านกำลังเรียนรู้ ท่านกำลังมีวุฒิภาวะ ท่านกลับใช้วิธีการที่ผมทำหน้าที่ว่าผมต้องกล่าวหาท่าน เพราะเราอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยการโยนข้อกล่าวหากลับมาให้พวกผม มันถูกต้องเหรอ ตรรกะผมว่า มันย้อนแย้งแล้วการที่มาอธิบายเหตุผลว่า ตัวท่านโดนวิพากษ์วิจารณ์ ขออนุญาตผมยืนยันอีกครั้ง ผมใช้คำว่า ภาวะความเป็นผู้นำกับท่านน้อยครั้งมาก แต่การที่ท่านกำลังจะมาโต้ตอบกับการที่ท่านถูก วิพากษ์วิจารณ์ ในฐานะการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะท่านขาดภาวะความเป็นผู้นำโดยการกดคนอื่นโดยการว่าคนอื่นกลับมา ท่านคิดว่าเป็นตรรกะที่ดีไหม เป็นสิ่งที่คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีควรทำไหม การแสดงออกของท่านนี่แหละที่ผมถึงบอกว่าคุณสมบัติสามข้อที่เราตั้งคำถามต่อท่านนายกรัฐมนตรีในวันนี้
ประเด็นอื่นๆ จริงๆผมจดไว้เยอะ แต่คิดว่าเดี๋ยวเขาเนื้อหาสาระดีกว่าที่ผมเตรียมมาจดประเด็นมาสองวันเพื่อที่จะตอบชี้แจงกับทุกๆท่าน ขออนุญาตตอบท่านภูมิธรรมสักเล็กน้อยด้วยความเคารพที่ท่านบอกว่าพวกผมไม่มีเรื่องใหม่ๆ จริงๆผมยืนยันมีข้อมูลใหม่ๆหลายเรื่อง แต่ไม่เป็นไร ถ้าคิดในกรอบที่ท่านบอกว่าเรามีแต่เรื่องเก่า เรื่องเก่าหลายๆเรื่อง ถ้ามันเป็นเรื่องที่ผิดทำไมท่านไม่แก้ สัมปทานทางด่วน ไฟฟ้าที่แพง เหมืองทองอัครา รู้ ผมรู้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงหกเดือนนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ แต่ถ้าอยู่ในอำนาจใช่ไหม แล้วทำไมท่านไม่ออกมายืนยันกับพวกเราว่าท่านจะแก้ไข พวกผมตั้งคำถามต่อท่านหลายๆอย่าง ผมยืนยันไม่ใช่ข้อกล่าวหาเลย เรื่องเหมืองทองอัครานี้ชี้ชัด ย้อนไปมีดิจิตอลฟุตปรินท์เยอะแยะเต็มไปหมด มีหลักฐานมากมายเต็มไปหมด เปิดในสภาไม่ได้กล่าวหาใดๆเลย เป็นข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทยในอดีตมาถึงวันนี้ ทำไมถึงเปลี่ยนไป…
ผมคิดว่ายังมีอีกหลายๆเรื่อง ขอเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมจะตอบชี้แจงประเด็นที่นายกฯเปิดใหม่นอกญัตติที่ผมเสนอ เรื่องคำว่า ดีลที่ท่านบอกว่า เป็นเรื่องปกติในโลกการเมืองต้องดีล ผมเข้าใจเป็นเรื่องปกติ ดีลอย่างไรให้โปร่งใส ดีลอย่างไรให้ประชาชนได้ประโยชน์ นั่นคือที่มาของสาระสำคัญที่วันนี้หลายๆเรื่องที่พวกเราอภิปรายกันสองวันที่พวกเราตั้งข้อสงสัยเลยต้องกล่าวหาว่า ตกลงแล้วเหตุและผลในการตัดสินใจในการทำนโยบายแต่ละด้าน
เหตุและผลในการตัดสินใจที่ท่านต้องโกหกประชาชนที่ท่านได้เคยสัญญาไว้มันคืออะไร ลองอธิบายให้เราเข้าใจ เราจะได้เข้าใจการเมืองโลกความเป็นจริงมากขึ้น แต่ท่านไม่มี ไม่เคยเอาเหตุผล จริงๆมาคุยกันเพราะท่านพูดไม่ได้ พูดไปแล้วมันไม่มีใครที่จะมีวันเข้าใจหรอก ท่านพูดไม่ได้เพราะอะไร เพราะดีลนั้นไม่ได้เป็นไปเพราะดีลนั้นมันไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ มันพูดไม่ได้เพราะดีลนั้นมันเกิดตกอยู่กับคนที่ได้รับผลประโยชน์ไม่กี่กลุ่ม สรุปสั้นๆง่ายๆเท่านี้ ถ้าดีลที่มันเกิดขึ้นมันเกิดประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ โห ออกมาพูด นักการเมืองหล่อจะตาย ทำไมไม่พูด แต่มันไม่ใช่ไง คือสิ่งที่ผมตั้งคำถามนี่ไง…
…แต่ละข้อแต่ละประเด็นที่เราอภิปรายมาในสองวันนี้ ผมเชื่อว่ามีหลายๆประเด็นที่วันนี้อยากได้คำตอบจากคณะรัฐมนตรี เริ่มต้นที่ประเด็นแรกในเรื่องของภาษีที่ สส.วิโรจน์ได้ตั้งคำถามหรือข้อกล่าวหาถึงท่าน เรื่องภาษีการรับให้ ท่านนายกฯก็ช่วยขึ้นมาตอบชี้แจงในสภาว่า วางแผนที่จะจ่ายอยู่แล้ว หลายๆคนมีการชี้แจงว่านี่เป็นการบริหารภาษีไม่ใช่การหนีภาษี ผมมีสองคำถามท่านประธาน ถ้าท่านนายกฯจะกรุณาตอบ ถ้าวันนี้ สส.วิโรจน์ จริงๆเมื่อวานไม่ลุกขึ้นมาถามคำถามนี้ ท่านวางแผนจะจ่ายภาษีเมื่อไหร่ หรือจะรอไปเรื่อย ๆ เพราะตั๋วพีเอ็นไม่มีกำหนดชำระ ไม่มีดอกเบี้ย อีกหนึ่งคำถามสำหรับประเด็นนี้ โดยสามัญสำนึกของวิญญูชนประชาชนทั้งประเทศที่กำลังติดตามชมการอภิปรายครั้งนี้ ถ้าทุกคนในประเทศนี้ที่เป็นนักธุรกิจมีหุ้น มีเงินแบบเดียวกับท่านนายกฯแล้วกำลังจะมีการโอนหุ้นให้บุคคลในครอบครัวแล้วใช้วิธีเดียวกันกับนายกฯทุกๆคนทั้งประเทศ ถามสามัญสำนึกวิญญูชนคนทั่วไปเป็นวิธีการที่ถูกต้องไหม ประเทศไทยจะจัดเก็บภาษีมรดกจากกรณีนี้ได้กี่บาท คำตอบคือศูนย์บาท แล้วมีไว้ทำไมภาษีมรดกเพราะฉะนั้นสำหรับผมประเด็นนี้ไม่ต้องเล่นโวหาร ไม่ต้องเถียงกันว่า หนีภาษีหรือวางแผนภาษีเอาเป็นว่า ผมเรียกมันว่า ‘ธุรกรรมอำพราง วางแผนเพื่อหนีภาษี’ ละกัน เอามาสมาสกันให้หมดจะได้เห็นภาพว่ามันเกิดอะไรขึ้น
…ไปที่ประเด็นต่อไป ปลาหมอคางดำ ท่านนายกฯก็กรุณาตอบในที่ประชุม ตอบว่า โอย รัฐบาลที่ผ่านมาเขามีมาตรการแก้ไขมาแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตไม่ได้เกิดขึ้นที่รัฐบาลท่านอย่างเดียว แถมท่านยังอุตส่าห์ตั้งงบประมาณไว้ 98 ล้านบาท ในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ คำถามที่สส. กาย ณัฐชา บุญไชยสวัสดิ์ ตั้งคำถามต่อท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตั้งคำถามว่าท่านจะใช้งบประมาณในการแก้กี่บาท เขาตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่ที่รัฐบาลชุดนี้จะบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เอาคนที่เป็นต้นเหตุ บริษัทที่เป็นต้นเหตุต่อปัญหานี้มารับผิดชอบ แบบเดียวกันกับบริษัทเล็กๆ ที่เคยถูกดำเนินคดีในอดีต เรือขนน้ำตาลที่ล่มในแม่น้ำลำคลอง ทำให้สิ่งมีชีวิตในน้ำต้องตายลงไป วันนี้ผ่านมา 20 ปี ยังต้องรับใช้ค่าเสียหายอยู่เลย แต่กลับทำไม่บริษัทกลุ่มทุนที่พวกเรากล่าวหาท่านนี่แหละว่ามีความใกล้ชิดกับรัฐบาลถึงไม่เคยถูกบังคับคดีดำเนินคดีใดๆ แล้วทำไมเราต้องเอาเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องประชาชนไปรับผิดชอบต่อการกระทำความผิดของกลุ่มทุนนั้น ท่านตอบพวกผมได้ไหม? ท่านนายกฯตอบชัดๆสิจะดำเนินคดีกับบริษัทนี้เมื่อไหร่ ไม่เคยตอบ
ประเด็นถัดมาเรื่องฝุ่นพีเอ็ม 2.5 สส. ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ เป็นหนึ่งคนที่ติดตามปัญหานี้ในสภามาโดยตลอด พูดแล้วพูดอีกมาตรการมีให้รัฐบาลชัดเจนเยอะแยะที่ผ่านมา ท่านนายกฯ ก็เลือกตอบ เลือกตอบว่า รัฐบาลชุดนี้จัดการกับปัญหาฝุ่นดี ตัวเลข 16% ที่บอกปัญหาฝุ่นดีขึ้นคือตัวเลขฮอตสปอต ตัวเลขจุดความร้อนที่หายไป 16% สิ่งที่สส.ภัทรพงศ์ตั้งคำถามต่อท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อไหร่เราจะอยู่ในโลกเดียวกัน เมื่อไหร่เราจะอยู่ในความจริงเดียวกัน เมื่อไหร่เราจะมีตัวชี้วัดที่ถูกต้องต่อการจัดการแก้ไขปัญหานี้ เหมือนที่ท่านนายกฯตอบเมื่อสักครู่ เงินหมื่นถามประชาชนว่า มีใครไม่อยากได้ไหม ถ้าถามแบบนี้ทุกคนอยากได้ แต่ถ้าท่านนายกฯไปเดินตลาดกับผมหลายจังหวัดที่ผมไปเข้าพื้นที่มาลองถามแม่ค้าดู ลองถามแม่ค้าดูว่า เงินหมื่นที่ได้ไปรู้สึกว่าชีวิตเขาดีขึ้นหรือเปล่า แล้วท่านจะได้รับคำตอบแบบเดียวกับพวกผม นี่แหละเราถึงจะอยู่ในโลกความเป็นจริงเดียวกัน…ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 สส. ภัทรพงศ์ นำเสนอข้อมูลชี้ชัดอาศัยข้อมูลดาวเทียมจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นของยุโรป หรือว่าของนาซ่าและอีกหลายๆ หน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ พื้นที่การเผาไหม้หรือ Burn scar เพิ่มขึ้น ปัญหาฝุ่นหนักขึ้น เพราะฉะนั้นการตั้งตัวชี้วัดให้ถูกต้อง เป็นสิ่งที่เราต้องเริ่มต้นให้ถูกจุด ไม่งั้นท่านก็จะหนีความจริงเอาแค่ตัวเลขที่ดูดีขึ้นมาเล่ามาหลอกประชาชน
ปัญหาต่อไป…ปัญหาค่าไฟ ในขณะที่สส.วรภพ สส. ศุภโชติตั้งคำถามต่อรัฐบาล ตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกพช.จะเอาอย่างไรกับประเด็นของค่าไฟแพง นายกฯ ผมขออนุญาตสรุปเป็นแค่หนึ่งประโยค ใช้เทคนิคนี้อีกแล้วรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยอนุมัติให้ซื้อไฟฟ้าเพิ่ม เอาใหม่ ท่านนายกฯเอาใหม่ ขออนุญาตสื่อสารกับท่านตรงๆ ผ่านท่านประธาน พวกเราตั้งคำถามว่า แผนพีดีพีของประเทศที่มีการประมาณการสูงเกินจริงมาโดยตลอด ทำให้เราต้องมีโรงไฟฟ้าสำรองมากเกินจริงมาโดยตลอดเป็นหนึ่งเหตุที่ทำให้เราเสียค่าพร้อมจ่ายมีค่าไฟแพงเกินสมควรมาโดยตลอด ท่านจะเอาอย่างไรกับการแก้ไขแผนพีดีพีนี้ ไอ้แผนพีดีพีเนี่ยทำมาตั้งแต่รัฐบาลกี่สมัยแต่ท่านจะยังคงสืบสานสิ่งที่มันผิดๆอยู่ต่อไป ทำไมไม่แก้ให้ถูกต้อง นี่แหละผมถึงตั้งข้อกล่าวหาถึงท่าน ในขณะที่คุณพ่อของท่านนายกรัฐมนตรีมีภาพไปตีกอล์ฟกับกลุ่มนักธุรกิจพลังงาน ทำไมผมจะตั้งคำถามไม่ได้ เป็นเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเปล่า อยู่ในอำนาจแล้วเลย ไม่แก้ เดี๋ยวท่านนายกฯลุกขึ้นตอบว่า ตกลงจะปรับปรุงเรื่องนี้หรือเปล่า ไปต่อที่เรื่องโรงแรมเขาใหญ่ โรงแรมของท่านนายกรัฐมนตรี…”
ระหว่างนี้สส.ฝ่ายรัฐบาลประท้วงเรื่องการตั้งประเด็นคำถามใหม่ของณัฐพงษ์เนื่องจากตีความข้อบังคับการประชุมในทำนองว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่มีสิทธิตอบคำถามจากณัฐพงษ์ได้อีก อย่างไรก็ตามประธานรัฐสภาอนุญาตให้ณัฐพงษ์สรุปการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ โดยหลีกเลี่ยงการเปิดประเด็นใหม่และการตั้งคำถาม ขณะที่ณัฐพงษ์ระบุว่า จะหลีกเลี่ยงการพูดในรูปประโยคที่เป็นคำถาม แต่หากนายกรัฐมนตรีต้องการชี้แจงให้ใช้สิทธิพาดพิงได้ระหว่างที่เขาอภิปราย อย่างไรก็ตามเมื่อณัฐพงษ์กำลังจะพูดต่อนายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ในห้องประชุมแล้ว
“ก็ขอบคุณท่านประธาน เดินหน้าต่อตอนนี้ท่านนายกฯไม่ได้อยู่ในห้องประชุมแล้ว ก็อาจจะไม่ได้ใช้สิทธิพาดพิงของท่านที่ท่านสามารถใช้ได้ในการแก้ข้อกล่าวหาทุกๆ อย่างที่วันนี้ผมกล่าวหาต่อท่านทำให้ท่านเสียหาย ประเด็นของเทมส์ วัลเล่ย์ที่ สส.ธีรัจชัย ได้ตั้งคำถามไว้ มีสองประเด็นใหญ่ๆ ประเด็นแรกก็คือในเรื่องการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ประเด็นที่สองก็คือการประกอบธุรกิจโรงแรมที่ผิดกฎหมายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นการออกโฉนด แน่นอนเมื่อวานตอนกลางคืน ท่านรัฐมนตรีวราวุธ ขออนุญาต เอ่ยนามท่านมาตอบในเรื่องของโฉนดที่ดิน ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบข้อมูลเรื่องของความถูกต้องว่า ตกลงเขตพื้นที่ต้นน้ำนั้นเป็นอย่างไรกันแน่เพราะผมยังยืนยันนะว่าข้อมูลที่พวกผมมีเนี่ยถูกต้อง แต่ไม่เป็นไรนี้เป็นข้อถกเถียง แต่อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานอันนี้ประโยคบอกเล่าไม่ใช่ประโยคคำถาม เมื่อวานท่านวราวุธชี้แจงชัดเจน เป็นบันทึกในที่ประชุมว่า ทางหน่วยงานได้ออก ใบอนุญาต หรือให้การอนุญาตที่แห่งนี้ในการประกอบธุรกิจโรงแรมเมื่อปี’ 62 แต่อย่าลืม สิ่งที่สส.ธีรัจชัยได้อภิปรายไป โรงแรมแห่งนี้เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่ปี’ 57 ไม่ใช่คำถาม ’57– ’62 ก็ไม่รู้ว่าธุรกิจนี้อยู่ในสถานะใดถูกหรือผิดกฎหมายหรือเปล่า เดี๋ยวถ้าเป็นประโยคคำถามเดี๋ยวเป็นประเด็นอีก
ในเรื่องของชั้น 14 สส.รังสิมันต์ ก็ได้อภิปรายไป พวกเราทราบว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องมาจากรัฐบาลชุดก่อนๆ แต่สิ่งที่สส.รังสิมันต์ได้แสดงข้อมูลในที่ประชุมให้ประชาชนทั้งประเทศรับทราบ นายกรัฐมนตรีอยู่ในฐานะพยานรู้เห็นเป็นใจสถานะของคุณพ่อตัวเองมาโดยตลอด สิ่งที่พวกเราอยากได้คำตอบ ไม่ใช่คำถามแค่บอกว่าพวกเราอยากได้คำตอบ พวกเราอยากได้คำตอบว่า ตกลงแล้วคุณทักษิณป่วยเป็นอะไรกันแน่ที่ทำให้เขาได้รับสิทธิพิเศษในการไปอยู่ชั้น 14 แค่นี้เองเลยข้อเท็จจริงที่เรายังไม่ได้รับคำตอบ
เรื่องของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สส.รักชนก ศรีนอกก็ได้อภิปราย ใช้ระยะเวลาในห้องประชุมแห่งนี้นานแต่ก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าข่าวที่ออกมาเรื่อง พ.ร.ก. แบ่งความรับผิดชอบจากสถาบันการเงินเมื่อไหร่ที่จะออกมาสักที อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเรากำลังตั้งข้อสงสัยกันอยู่ ยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล ผมเชื่อว่าวันนี้ผมได้ตั้งข้อกล่าวหาหลายๆข้อ เป็นการพาดพิงถึงท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ท่านขาดความรู้ความสามารถ ขาดภาวะการเป็นผู้นำ ขาดเรื่องของวุฒิภาวะ เรื่องของเจตจำนงทางการเมือง อย่างน้อยๆ ผมคิดว่าถ้าท่านอยากจะแสดงออกว่า ท่านมีเจตจำนงทางการเมืองจริง อย่างที่ผมได้บอกไปเรื่องความรู้ความสามารถเป็นสิ่งที่รวบรวมกันได้ เรื่องวุฒิภาวะเป็นเรื่องที่เดี๋ยวฟังเยอะๆก็จะมีวุฒิภาวะมากขึ้น เรื่องเจตจำนงทางการเมือง สิ่งที่พวกเราอยากได้ยินสามข้อหลัก คือเมื่อไหร่ที่รัฐบาลชุดนี้ที่เราตั้งชื่อว่าเกิดจากดีลแลกประเทศจะหยุดเอาใจกลุ่มทุน จะหยุดเอาใจกลุ่มอำนาจเดิมจะหยุดบิดเบือนกฎหมายเปลี่ยนดำเป็นขาว สรุปสามข้อง่ายๆ จากการอภิปรายทั้งสองวันที่ผ่านมา…ผมก็ยังคงรอท่านนายกรัฐมนตรีใช้สิทธิพาดพิงอยู่นะ แต่ท่านก็ยังไม่มาเป็นที่น่าเสียดายที่พ่อแม่พี่น้องอดฟังวิสัยทัศน์ อดฟังคำตอบคำใช้สิทธิพาดพิงจากท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุและผลที่ผมได้บอกทั้งหมด…”
ระหว่างนี้จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.พรรคเพื่อไทย ประท้วงในประเด็นที่นายกรัฐมนตรีจะไม่มีสิทธิตอบอีก ด้านรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชนลุกขึ้นประท้วงว่า หากมีการพาดพิงนายกรัฐมนตรีมีสิทธิโต้แย้งการพาดพิงได้ แต่ท้ายที่สุดประธานรัฐสภาให้ณัฐพงษ์พูดต่อจนจบ ณัฐพงษ์ย้ำว่า การอภิปรายของเขาเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม
“ผมขอกล่าวหาให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับความเสียหายว่า ท่านจงใจทำธุรกรรมอำพรางวางแผนเพื่อหนีภาษี ผมขอกล่าวหาให้ท่านนายกรัฐมนตรีเสียหายอีกครั้งว่า ท่านอิงแอบกับกลุ่มทุน เอาใจอำนาจเก่า ละเว้นการใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมขอกล่าวหาท่านอีกหนึ่งครั้งที่ท่านสามารถใช้สิทธิพาดพิงว่า ท่านเป็นคนที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ ไม่มีความตั้งใจ…” ประธานรัฐสภาระบุว่า ไม่จำเป็นต้องบอกว่า เป็นข้อกล่าวหา ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีจะใช้สิทธิพาดพิงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่อยากให้มีการประท้วงและท้าทายกันไปมา
ณัฐพงษ์สรุปประเด็นสุดท้าย “ประโยคสุดท้ายแล้วว่า ท่านไม่มีความตั้งใจในการแก้ปัญหา เลือกหยิบแต่ตัวเลขดีๆ มาหลอกสังคม ท่านหนีความเป็นจริง สามหนี ณ ตอนนี้ วางแผนเพื่อหนีภาษี ละเว้นและหนีหน้าที่ ทำตัวหนีความจริง”