ในช่วงปี 2563-2564 ระหว่างที่มีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างร้อนแรง ชื่อของเยาวชนคนหนึ่งที่ลอยมาในฐานะนักปราศรัยที่เผ็ดร้อน คือ ‘ตี้ พะเยา’ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยพะเยา ที่คว้าไมค์กล่าวถึงประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหลังผ่านการชุมนุมมา 4 ปี ตี้ ชีวิตที่ต้องวนวเวียนอยู่กับคดีความ เรือนจำ ศาล ทำให้ตี้เรียนไม่จบจากมหาวิทยาลัยพะเยา
ชีวิตของตี้ เปลี่ยนจากการจับไมค์ปราศรัยในม็อบ มาทำมาหากินในเมืองหลวง รับจ้างทำงานที่จะได้เงินพอเลี้ยงชีพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานพาร์ทไทม์เพราะต้องเอาเวลาอีกส่วนหนึ่งไปเดินสายขึ้นศาล และจะต้องฟังคำตัดสินคดีมาตรา 112 ในวันที่ 24 มีนาคม 2568 ในคดีที่เธอเป็นจำเลย
แต่ถึงอย่างนั้น ตี้ก็บอกกับเราว่า เธอรู้ว่า นี่คือราคาที่เธอต้องจ่ายตั้งแต่ตัดสินใจจับไมค์ปราศรัยครั้งแรก แต่เธอไม่เคยเสียดายที่ได้ออกมาเคลื่อนไหว และเธอเองจะเสียดายด้วยซ้ำ หากมองย้อนกลับไป แล้วตัวเองเลือกที่จะเงียบ และไม่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางการเมือง

จากตี้ พะเยา สู่ ตี้ วรรณวลี และ 4 คดี ม.112
‘วรรณวลี ธรรมสัตยา’ คือชื่อเต็มๆ ที่เธอแนะนำกับเรา พร้อมบอกว่า เธอได้เปลี่ยนนามสกุลของพ่อ มาใช้นามสกุลนี้หลังเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะแนวความคิดที่แตกต่าง และไม่อยากให้กระทบกับการงานของพ่อ
เมื่อถามคำถามง่ายๆ ว่า ชีวิตของเธอช่วงนี้กำลังทำอะไรอยู่ คำตอบที่ได้กลับมานั้น กลับมาหลากหลาย เพราะเธอบอกว่าปัจจุบันทำฟรีแลนซ์ แต่ก็รับงานทั้งเป็นเซลล์ พนักงานขายของตามห้าง งานสต๊าฟตามอีเว้นต์ และเป็น PC cooking (Product Consultant) จัดเชลฟ์อาหารตามห้าง เป็นผู้ช่วยเชฟ รับงานเอมซี เป็นพิธีกร และขับรถส่งของ รวมถึงยังเรียนอยู่ด้วย เพียงแต่ว่า ตอนนี้ เธอไม่ใช่ ‘ตี้ พะเยา’ ที่มาจากชื่อมหา’ลัยเก่าของเธอแล้ว
“หนูยังเรียนอยู่ด้วย และพยายามเรียนให้จบ หนูโอนย้ายหน่วยกิตจาก ม.พะเยา มาเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์ โอนจากคณะแพทย์ และเศรษฐศาสตร์มา ซึ่งสาขาที่เราเรียนคือ สาธารณสุข อาชีวะอนามัย และความปลอดภัย มันจึงมีเรียนทั้งวิศวะด้วย แพทย์ด้วย จับฉ่ายมาก จึงโอนย้ายหน่วยกิตมาเรียน วิศวะ ม.ราม ได้ แต่ตอนนี้ดรอปไป เพราะฐานะทางการเงินที่บ้าน ทำให้เลือกทำงานก่อน เพื่อไปลงทุนให้ที่บ้าน แต่ที่ยังคงเรียนอยู่ในตอนนี้เลยคือ นิติศาสตร์ ม.รามอีกใบ หนูก็ตั้งใจจะเรียนทางนิติฯ ให้จบก่อน”
“เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย แต่ช่วงนี้สัดส่วนคือทำงานมากกว่า งานที่รับส่วนใหญ่เป็นจ็อบๆ แต่จะไม่สามารถรับงานที่กินเวลาเกิน 1 เดือนได้เลย เพราะชีวิตหนูมีการขึ้นศาลทุกเดือน เราเลยรับงานเป็นงาน 3 วัน หรือ 7 วันมากกว่า” เธอเล่า
จากการชุมนุมในช่วงปี 63-64 คดีที่เธอโดนมีทั้ง ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ. ความสะอาด ซึ่งส่วนใหญ่ตัดสินไปแล้ว ยกฟ้องบ้าง ต้องเสียค่าปรับบ้าง “ส่วนคดีหลักๆ คือ ม.112 ทั้งหมด 4 คดี ที่ศาลเชียงใหม่ 1 คดี ซึ่งเป็นการโพสต์ที่กรุงเทพฯ แต่โดนแจ้งความที่เชียงใหม่ ศาลชั้นต้นตัดสินให้รอลงอาญา และมีการอุทธรณ์ ส่วนอีกคดีที่ศาลธนบุรี ช่วงแรกก็โดนจำคุกไป 11 วัน เมื่อปี 64 แล้วภายหลังก็ได้รับการประกันตัว ล่าสุดก็ตัดสินไปแล้ว รอลงอาญาเหมือนกัน เหลือคดีศาลกรุงเทพใต้ ที่จะตัดสินวันที่ 24 มีนาคมนี้ และคดีที่ศาลอาญายังไม่ตัดสิน”
จากการโดนคดี ม.112 ถึง 4 คดี เราลองประเมินเล่นๆ กับตี้ว่า เธอไปศาลมาแล้วทั้งหมดกี่ครั้ง ซึ่งเธอเล่าว่าเธอเองแทบไม่เคยผิดนัดเลย และมีคดีที่เคยสืบพยานมากถึง 17 วันติดกัน ซึ่งหนึ่งปีต้องไปศาลไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง ดังนั้นเธอคิดว่า น่าจะอยู่ที่ 50-100 ครั้ง และการไปบ่อยๆ นี้ทำให้เธอเข้าใจกระบวนการต่างๆ มากขึ้น
“ต้องยื่นคำร้องตรงไหน ติดต่อประกันตัวตรงไหน กักขังที่ไหน สามารถคุยกับคนที่ห้องขังตอนไหน ลงชื่ออย่างไร เรารู้หมดเลย ทั้งจากที่ตอนแรกเรากังวล เราก็คุ้นชินมากขึ้นด้วย” เรียกได้ว่าการไปศาลตลอดช่วง 3 ปี เป็นหนึ่งในชีวิตประจำแต่ละเดือนของเธอไปแล้ว
ฮาคิจากวันพีซ ไม่น่าจะเป็นคดีได้ แต่ก็ยังมีโอกาสติดคุกสูง
เราพูดคุยกันถึงประสบการณ์ในศาลของเธอ และสิ่งที่เธอได้พบระหว่างการเป็นจำเลย ม.112 นี้ ที่ทำให้เธอรู้สึกได้เลยว่าคดีนี้ผิดปกติ ซึ่งเธอก็ยกคดีที่ศาลเชียงใหม่มาเล่าให้ฟังว่า เป็นคดีที่เธอโพสต์เฟซบุ๊กในกรุงเทพฯ ถึงภาพกิจกรรมในกรุงเทพฯ ด้วย แต่ถูกกลับฟ้องที่เชียงใหม่ ทั้งคำสั่งฟ้อง และข้อความที่ถูกกล่าวหานั้น ยังทำให้เธอเห็นความผิดปกติของคดี
“เป็นคดีจากที่เราไปม็อบ และในม็อบนั้นมีการวางกระดาษ และปากกาให้เขียนชูข้อความระหว่างการชุมนุม เราก็เขียนข้อความ แล้วโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ก ซึ่งข้อความมาจากอนิเมะเรื่องวันพีช ว่า ‘ทำไมหาว่าเราล้มล้างสถาบัน สายตาเราไม่ได้มีฮาคินะ ล้มล้างสถาบันไม่ได้’
ในช่วงสืบพยาน ฝั่งอัยการก็เรียกพยานโจทก์มา มีเรียกสืบนครบาล แล้วมีส่วนกลางมาด้วย เราก็แปลกใจ เพราะคดีเราโดนที่กรุงเทพฯ จากการโพสต์รูปลงเฟซ ปรากฏว่าตำรวจ ที่เป็นเหมือนคนถอดข้อความโพสต์ของเรา เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าโพสต์ของเรามีความหมายว่าอย่างไร แต่พยายามโยงให้เข้าม.112 ไว้ก่อน
ฮาคิมันคือพลังของตัวละครในอนิเมะ แต่เขาพยายามโยงว่าเป็นการด่าสถาบันแน่ๆ เราก็นึกตลกในใจ เพราะพอทนายฝ่ายจำเลยถามว่า รู้จักวันพีชไหม หรือรู้จักฮาคิไหม ? เขาก็บอกว่าไม่รู้ ไว้ก่อน แต่สุดท้ายศาลก็ตัดสินออกมาให้เราผิดนะ เราเลยรู้สึกว่าคดีมันมีธงปักไว้แน่นอน”
ในคดีนี้ มีเพื่อนอีก 2 คน ที่เขียนข้อความที่เบากว่าเธอ แต่ก็ถูกฟ้อง ม.112 พร้อมกัน แม้ว่าภายหลังศาลจะให้ยกฟ้อง ขณะที่ตี้เห็นด้วยว่าข้อความของเพื่อนนั้นไม่เข้าข่ายที่จะเป็นความผิดเลย เธอก็มองเช่นกันว่าข้อความของเธอก็ไม่เข้าข่ายด้วย
“เราก็คิดนะ ว่าคดีนี้เราไม่น่าจะโดนเหมือนกัน จะบอกว่า เราล้อเลียนก็ไม่ได้ ทั้งเราต้องการจะบอกด้วยซ้ำว่าเราเป็นเพียงประชาชนคนนึง เราไปล้มสถาบันฯ ไม่ได้แน่นอน แต่เราก็ไม่เข้าใจว่าเขาไปโยงกับ ม.112 ยังไง แต่มีคำนึงที่เราเขียนว่า ‘วชิราบ’ ซึ่งเขาก็ไปโยงว่า เป็นการเรียกพระนามพระมหากษัตริย์แบบไม่เต็มยศด้วย” สำหรับคดีนี้ มีการตัดสินไปแล้ว แต่ได้รับการรอลงอาญา ซึ่งทางอัยการได้ยื่นอุทธรณ์อีกครั้งไปในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยตี้คิดว่ายังมีโอกาสที่ต้องเข้าเรือนจำค่อนข้างสูง
นอกจากนี้แล้ว ยังมีเหตุการณ์ระหว่างเธอกับตำรวจในศาล ที่ทำให้เธอเห็นการทำงานของตำรวจมากขึ้น “ในการเป็นพยานของโจทก์ มีตำรวจมาให้ปากคำ แต่ตำรวจคนนั้นเขาขอโทษหนูก่อนเลย ตอนแรกหนูก็งงว่าขอโทษอะไร แต่เขาบอกว่า เขาโดนสั่งให้ตามเรามาตลอดตั้งแต่ปี 63 เขาบอกได้หมดว่าเวลานี้เราอยู่ไหน ทำอะไร แล้ววันนั้นพอจบการสืบเขาก็มาคุยกับเรา ว่าเป็นยังไงบ้าง แล้วก็มาบอกเราว่าเขาไม่ได้อยากตามเรา ไม่ได้อยากจะคุกคาม เราสัมผัสได้ว่าตำรวจหลายๆ ท่านไม่ได้อยากจะขึ้นศาล ไม่ได้อยากวุ่นวาย แต่ท้ายที่สุดเขาก็ต้องมา ทั้งคนถอดเทป คนรับเรื่อง บางคนถอดเทป ก็ลืมไปแล้วตัวเองถอดเทปอะไร เราก็เจอมาเหมือนกัน”

เตรียมใจทุกครั้งที่ฟังคำตัดสิน เพราะทุกคดีมีโอกาสติดคุก
ตี้ เคยเข้าเรือนจำมาแล้วในช่วงปี 2564 เป็นเวลา 11 วัน จากคดี ม.112 ซึ่งเธอเล่าว่า เพราะการเข้าเรือนจำในครั้งนั้น ทำให้เธอเตรียมตัว เตรียมใจในทุกๆ ครั้ง ที่ต้องไปฟังคำตัดสินของศาล
“จริงๆ ตอนนั้นไม่ได้เตรียมใจเลยว่าต้องเข้าเรือนจำ เพราะวันนั้นมีคดีฆ่าคนตายด้วยที่ศาล และทนายฝั่งนั้นเขาก็ยังพูดกับเราเลยว่า ถ้าของเขาได้ประกัน ยังไงของเราก็ได้ แต่ทนายฝั่งเราก็บอกกลับไปว่ายาก ซึ่งสุดท้ายเราก็ไม่ได้ประกัน ก็ทำทนายฝั่งนั้นตกใจมาก เขามองว่าคดีเราไม่ควรโทษร้ายแรงเท่าโทษฆ่าคนตาย เลยคิดว่าเราจะได้ประกัน ซึ่งเราเองก็เห็นคดีฆ่าคนตายได้ประกัน ตอนแรกเราก็ใจชื้น แต่กลายเป็นสุดท้ายเราต้องเข้าไป
มันเป็นความผิดพลาดที่สุดในชีวิตเลยที่หนูชะล่าใจ ลืมคิดว่าคดีเราไม่ใช่คดีปกติ เลยเตรียมใจไปแค่ 20-30% ว่าอาจต้องเข้า และพอต้องเข้าจริงก็ช็อค แต่จริงๆ หนูเป็นคนคิดบวก และปรับตัวง่าย อาจจะมีร้องไห้ กับคิดลบบ้างว่าทำไมต้องเข้ามา รวมถึงพอเราไม่ได้คิดว่าจะเข้าไป เรามีแพลนวันต่อๆ ไปอยู่ แล้วพอเข้าไป เราไม่ได้บอกครอบครัวเลย เราห่วงพะว้าพะวงไปหมด เราเรียนรู้จากจุดนั้น หลังๆ พอมีการตัดสิน เราเลยตีว่า เตรียมใจเข้าแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์”
ตี้เล่าว่า จริงๆ ประสบการณ์ในเรือนจำครั้งแรก เหมือนไม่ได้เข้าไป เพราะเป็นช่วงโควิด จึงได้อาศัยอยู่ในเรือนกักโรค และทำทุกอย่างในนั้น ทั้งกินข้าว อาบน้ำ เข้าห้องน้ำ ไม่ได้ลงมาใช้ชีวิตเหมือนนักโทษคนอื่นๆ ซึ่งเธอก็ทำกิจกรรมอย่างวิดพื้น อดอาหารประท้วง และปราศรัยในเรือนจำไปด้วย “หนูทำทุกอย่างที่มีความสุขแล้วทำได้ ไม่ได้จับโทรศัพท์ก็คิดว่า Social detox และเปลี่ยนที่นอน เพราะหนูอยากเป็นทหาร และเคยเรียน ร.ด. เราเลยคิดว่าเหมือนการฝึกไป ทำให้เราใช้ชีวิตในนั้นได้ง่าย ดังนั้นรอบนี้ หนูกล้าพูดว่า จิตใจหนูเข้มแข็งมาก ถ้าเขาอยากทำให้จิตใจหนูห่อเหี่ยว หรือกลัว หนูจะไม่มีวันให้เขาได้สิ่งที่เขาต้องการ หนูจะมีความสุขของหนูในนั้น” เธอเล่าด้วยเสียงเข้มแข็งอย่างที่เธอว่า
ตี้ถูก คดี ม.112 ทั้งหมด 4 คดี ซึ่งมีการตัดสินไปแล้ว 2 คดี ซึ่งการเตรียมใจเข้าคุก แต่สุดท้ายไม่ได้เข้า ก็เป็นเหมือนความดีใจในชีวิต แต่เธอก็บอกกับเราว่า ดีใจได้ไม่สุด เพราะยังไงก็ยังมีคดีเหลืออยู่ และโอกาสที่ยังต้องเข้าเรือนจำนั้นก็ยังคงมี
“หลัง 11 วันนั้น หนูมองทุกคดีว่า เราเตรียมใจว่าจะต้องเข้าคุกหมด แล้วพอตัดสินว่าไม่ต้องเข้า สำหรับหนูมันคือ big surprise แล้วทุกครั้งที่ถูกตัดสิน แล้วรอลงอาญา มันเป็นช่วงที่หลายๆ คนไม่ได้ประกัน เราคิดว่า ณ วันนี้ อาจจะยังไม่ถึงเวลาของเรา หรือเขาอาจจะมีแพลนแล้วว่ากะให้เราเข้าไปในช่วงไหน ทุกครั้งเราเตรียมเก็บผ้าเก็บผ่อน แต่พอไม่ต้องเข้าก็เหมือนไม่ต้องห่วงครอบครัวว่าจะอยู่ยังไง มันก็ดีใจ แต่ดีใจไม่สุด เพราะผ่านคดีนี้ไป คดีต่อไปก็ยังมีอยู่ เรียกว่ามันเป็น big surprise เล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่อยู่อย่างยั่งยืนแล้วกัน เพราะถ้าอุทธรณ์ก็ยังมีโอกาสต้องเข้าไป เหมือนยื้อเวลาไว้ได้ 2-3 เดือนแล้วกัน”
การขึ้นศาล ที่เป็นเหมือนวงจรชีวิตของตี้ แม้มันจะทำให้เธอคุ้นชินกับมันไปแล้ว แต่แน่นอนว่ามันชี้ให้เห็นถึงความไม่ปกติ และเธอเองก็ไม่สามารถใช้ชีวิตได้แบบคนปกติด้วย ซึ่งตี้กลับบอกเราว่า เธอเองก็มองไม่เห็นเหมือนกันว่า วงจรชีวิตเธอจะกลับมาปกติได้เมื่อไหร่ หากไม่มีการนิรโทษกรรม
“โอกาสที่วงจรชีวิตหนูจะกลับมาได้ คือน้อยมาก คือต้องเป็นการล้างคดีการเมืองทั้งหมด แค่พูดถึงแง่มุมของการขึ้นศาล เวลาที่กระทบกับการงาน เรื่องเรียน รายได้ ดังนั้นต้องล้างคดีการเมือง แต่เรารู้ว่ามันยาก เพราะขนาดแก้รัฐธรรมนูญ ตามที่รัฐบาลหาเสียง เขายังหักหน้าประชาชน แล้วทำไมกับนิรโทษกรรม เขาถึงจะมาสนใจ แต่ ณ วันนี้ เรามองว่ามีมูฟเมนต์ของต่างชาติ ทั้งจากสหรัฐฯ หรือการประชุมของ EU ที่วิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนเรา ถ้าหลายประเทศเริ่มบีบบังคับไทย และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รัฐบาลคงต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยดูมีสิทธิ เสรีภาพ สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้พวกหนูมีความหวัง ว่าจะมีชีวิตปกติ”
“แต่มันคงต้องใช้เวลา การต่อสู้ไม่ใช่แค่วันสองวันแล้วจะชนะ อย่างเสื้อแดงยังใช้เวลานาน สืบคดีหลายปีเลย พูดง่ายๆ ตอนนี้หนูแทบจะมองไม่เห็นชีวิตตัวเองที่จะกลับมาปกติ เพราะเรารู้ว่าการเมืองต้องใช้เวลาในการเปลี่ยน”

ไม่ได้พูดเพื่อขอความเห็นใจ แต่เราพูดเพื่อให้เห็นว่ายังมีความอยุติธรรมในสังคม
จากการชุมนุม สู่การขึ้นศาลทุกเดือน และชีวิตที่ไม่แน่นอนเพราะสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกถูกลิดรอน ตี้เองยอมรับกับเราว่า ในวันนั้น เธอไม่คิดว่าราคาที่ต้องจ่ายนั้น จะเยอะขนาดนี้
“หนูไม่คิดเลยว่าราคาที่จ่ายจะขนาดนี้” เธอบอกกับเรา บวกกับอธิบายว่าสถานการณ์ต่างๆ ในช่วงโควิด ทำให้สถานการณ์ในครอบครัวเธอเปลี่ยนไป
“จริงๆ บ้านหนูไม่ได้รวย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับไม่มีเงิน แม่หนูไปทำงานที่ไต้หวันมา 15 ปี มีบำนาญเกษียณ และส่งเงินกลับมาไทยค่อนข้างมากตลอด เขาดูแลคนที่บ้านได้สบายๆ เลย ตอนนั้นที่หนูออกมาเคลื่อนไหว แล้วถ้าโดนจับ ติดคุก เราเชื่อว่าเรายังไปเรียนในเรือนจำได้ ดร็อปเรียนไว้ก่อนได้ สถานการณ์ในครอบครัวก็ยังโอเค แต่บังเอิญช่วงโควิด แม่ต้องกลับมาไทย เขามีเงินเกษียณก้อนนึงกลับมาบ้านมาลงทุน แต่ช่วงโควิด ลงทุนอะไรไปก็เจ๊ง เงินที่มีก็เริ่มหมด และแม่ต้องดูแลคนทั้งบ้าน เพราะบ้านเราเป็นบ้านใหญ่ มีน้า 2 คน มียาย มีน้องชาย มันทำให้รายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย พอตอนหลังน้าก็ป่วย และไม่มีรายได้เข้ามา มันหลายอย่างมากๆ ณ วันนี้มันเลยกระทบ
แต่ ณ ปี 63 ตอนนั้นเราไม่คิดว่าจะกระทบ เพราะวันนั้นครอบครัวเราไม่ได้แย่แบบนี้ สถานการณ์การเงิน การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เราก็ต้องไปเป็นคนดูแลที่บ้านด้วย”
ถึงอย่างนั้น เธอก็เล่าว่า ครอบครัวไม่ได้รับรู้เรื่องการเคลื่อนไหว และการโดนคดีของเธอมากนัก โดยเฉพาะในช่วงแรก ที่แม่ยังอยู่ต่างประเทศ โดยแม่ของเธอรู้ก่อนกลับมาอยู่ไทย 2 เดือน เพราะมีหมายจับไปที่บ้าน และยายเป็นคนเล่าให้แม่ฟัง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็บอกเราว่า ครอบครัวเธอรู้จักเธอดี จึงรู้ว่า ทำไมเธอถึงออกมาเคลื่อนไหว
“ตั้งแต่โตมา ความฝันของเราคือการเป็นทหาร ไม่ใช่ว่าอยากใส่ชุดเท่ๆ อยากมียศ แต่หนูอยากช่วยคน เราอยากเป็นทหารไปดูแลภาคใต้ เราถูกปลูกฝังมาแต่เด็ก เราชอบช่วยคนมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งแม่ หรือคนในบ้าน รู้นิสัยเรา เพราะเรามักจะช่วยคนจนเดือดร้อนก็มี แม่หนูเขารู้ว่าหนูชอบช่วยคนอื่นๆ ถ้าช่วยแล้วไม่เดือดร้อนก็ไม่ว่า แต่ถ้าเริ่มเดือดร้อนเขาจะเป็นห่วง
ส่วนยายเขาไม่บังคับเลย ตามใจมาก หนูรู้สึกยายน่ารักมากๆ เพราะเขาไม่เคยบังคับเลย เขามักสอนหนูว่าทุกอย่างมีผลของการกระทำ เราเลือกเอง ทำเองต้องรับผลที่ตามมา ดังนั้นการโดนคดี ยายเขาก็เป็นห่วง แต่เขารู้ว่าหนูเก่ง หนูอยู่ได้ ปรับตัวได้แน่นอน และเขารู้ว่าสิ่งที่หนูทำ มาจากความเชื่อของหนู และมันไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายแน่นอน”
ในการสัมภาษณ์ หรือการพูดถึงชีวิตของเธอ ตี้มักถูกโจมตีว่า เธอเป็นคนเลือกเอง ก็ต้องรับผลเอง ซึ่งเธอบอกว่า แม้ว่าวันนี้เธอมีราคาจากการเคลื่อนไหวที่ต้องจ่ายสูง แต่ก็เป็นสิ่งที่เธอตั้งใจ ไม่เสียดายที่ได้ทำ
“หนูโดนบ่อย มีช่วงนึง io มาถล่มประจำ หนูก็กล้าพูดว่า หนูเลือกเองจริง และหนูก็ตั้งใจเลือกแบบนี้ เวลาหนูพูดเรื่องตัวเอง หรือคดีที่โดน เราไม่ได้พูดเพื่อให้ใครมาเห็นใจ แต่เราพูดเพื่อให้เห็นว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม แล้วให้สังคมตัดสินเองว่า นี่เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นจริงๆ หรอ แล้วมันคือสิ่งที่ถูกไหม คือการกระจายกระบอกเสียงว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่มีการลิดรอนสิทธิประชาชนอยู่นะ แล้วหนูไม่เคยเรียกร้องความเห็นใจจากใครด้วย
ถามว่าเสียใจไหม เราไม่เสียใจเลยที่ออกไป เราจะเสียใจซะอีก ถ้าวันนี้ไม่ได้ออกไป หนูรู้เลยว่าถ้าหนูไม่ได้ทำอะไร แล้วเรารู้ปัญหา แต่ไม่กล้าพูด หนูว่าตอนหนูจะตาย คงตายตาไม่หลับ คงติดอยู่ในใจ ถ้าวันนี้ประเทศดีขึ้น เราก็ได้ผลจากการต่อสู้ของทุกคน จากการตายของพี่บุ้ง การติดคุกของพี่อานนท์ ที่เขาเสียเพื่อส่วนรวมดีขึ้น” เธอย้ำจุดยืน และการตัดสินใจของเธอ
แน่นอนว่า สถานการณ์การเคลื่อนไหว และการชุมนุมทางการเมืองในวันที่ตี้จะต้องฟังคำพิพากษาไม่ได้คึกคักเหมือนตอนที่เธอออกไปชุมนุม แต่ถึงอย่างนั้น ตี้เองก็ไม่ได้เป็นห่วงว่าหากติดคุกไป จะไม่มีใครพูดถึง เพราะเธอมองว่าหากปัญหายังคงอยู่ สุดท้ายคนก็จะกลับมาพูดถึงปัญหาอีกครั้งแบบที่เคยเฟื่องฟูในยุคหนึ่ง
“ตอนเราทำงาน เรายังได้ไปเจอน้องๆ นักศึกษาอยู่ เราก็ยังช่วยเด็กๆ หางาน แนะนำงานให้น้องๆ ซึ่งนักศึกษาพวกนี้ก็เด็กรุ่นใหม่ อายุห่างจากเรา 3-4 ปี เราก็มีแอบถามนะ ว่ารู้จักเพนกวิน หรือทนายอานนท์ไหม ตอนนั้นมันเป็นสิ่งที่เป็นกระแส แต่ทุกวันนี้คนไม่รู้จักแกนนำ และเราเองก็สัมผัสได้ว่ามันแผ่วจริงๆ เราคิดว่าการที่เขาไม่รู้จัก ไม่ได้แปลว่าเขาไม่สนใจการเมือง เขารู้กันนะว่าการเมืองมีปัญหาอะไร แต่ในตัวบุคคล เขาจำไม่ได้”
“ถ้าต้องเข้าไปในเรือนจำ เราก็พูดอีกครั้งว่า เราไม่ได้ต้องการความเห็นใจจากอะไรเลย หนูอยู่ได้ แต่หนูอยากให้ทุกคนรู้ว่า ตอนนี้หนูติดคุก ติดเพราะอะไร แล้วสมควรที่จะติดไหม ไม่ได้กังวลด้วยว่าคนจะพูดถึงไหม หนูไม่ได้อยากให้ใครพูดถึงเรา แต่อยากให้คนเห็นถึงปัญหามากกว่า ให้รู้ว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไร”
ความฝันที่เรียบง่ายของตี้ วรรณวลี ที่ไม่ใช่ตี้ จำเลยคดี ม.112
ในการพูดคุย แม้จะยังไม่ได้ถามถึงความฝัน หรือสิ่งที่อยากทำ แต่ตี้ก็พูดกับเราบ่อยมากว่า อยากเป็นทหาร และเมื่อเราถามถึงความฝันของเธออีกครั้ง หากชีวิตของเธอเป็นคนปกติ ที่ไม่มีคดีใดๆ ซึ่งเธอก็ยังคงพูดถึง การเป็นทหารอยู่
“หนูอยากเป็นทหาร เป็นความฝันเดียวในชีวิตตั้งแต่เด็ก คือหนูชอบประกอบปืน ชอบยิงปืน ชอบที่ได้เรียนแผนที่ และเราเรียน รด.ไปเขาชนไก่มา เราชอบการฝึก แล้วเรามาคิดว่าถ้าเราใช้สิ่งเหล่านี้ปกป้องคนได้ เราคิดว่ามันเท่ และเป็นความฝันสูงสุด แต่จริงๆ ถ้าไม่เป็นทหาร ก็เป็นหมอไปเลย เพราะที่เราเรียนสาธารณสุข ที่เป็นอาชีวะอนามัย ก็อยากต่อโทในส่วนแพทย์โดยตรง แต่ถ้าไม่เป็นหมอ เราก็อยากเป็นอาจารย์
ความฝันหนูเรียบง่าย ไม่ได้ฝันให้ตัวเองรวยอะไร อย่างที่บอกว่าบ้านเราไม่ใช่ไม่มีเงินมาก่อน ก่อนหน้านี้เราอยากได้อะไร แม่ซื้อให้ ไม่ขาดเหลือเท่าไหร่ เราเลยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องการอะไรแล้วในชีวิตนี้ แค่อยากให้ยายสุขภาพแข็งแรง อยากให้วาระสุดท้ายในชีวิตเขามีความสุข”
ความฝันที่เป็นทหารของตี้ ก็ทำให้เราเกิดความสงสัย เพราะปัจจุบันการพูดถึงทหาร และปัญหาทางการเมืองนั้นถูกยกขึ้นมาบ่อยครั้ง จนเราถามย้ำกับเธออีกครั้ง
“จริงๆ เพราะเข้ามาทำกิจกรรมทางการเมือง พอรู้ว่าทหารเป็นยังไง เราก็ไม่ได้อยากเป็นแล้ว แม้ว่าแต่ก่อนหนูรักลูงตู่มากนะ ในด้านการทหาร ประวัติแก การปราบปราม จู่โจมทางการทหาร แกมีวิธีการที่เก่งมาก แต่ถ้าเรื่องการเมือง เขาไม่ได้ หนูไม่ชอบเขาเพราะเขาบริหารไม่ได้ เราคิดว่าทำไมเขาไม่กลับไปทำหน้าที่ที่เขาทำได้ดี”
“ถ้าให้เป็นทหารแบบลุงตู่ หรือหากินกับผลประโยชน์ของประชาชน หนูไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น แต่ความฝันก็ยังเป็นฝันนะ ลึกๆ ถ้ามีโอกาสก็ยังอยากเป็น แต่มันต้องเป็นทหารที่ไม่ใช่แบบเดิม ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องเป็นทหารตามอุดมคติจริงๆ ไม่ใช่หนูเป็นแล้วไปซักกางเกงใน ถ้าเป็นแบบนั้นไม่ได้ ก็ไม่อยากเป็นแล้ว”
ก่อนจะจบการสนทนา ตี้ฝากกับเราไว้ว่า เธอย้ำอีกครั้งว่า ที่เธอออกมาเคลื่อนไหว เพราะตัวเธอตัดสินใจและเลือกเองจริงๆ ไม่อยากให้คนในขบวนการ หรืออุมดมการณ์เดียวกันรู้สึกผิด และโทษตัวเอง
“หนูมีคนหลายๆ คนที่ทำให้หนูอบอุ่นมากๆ คือพวกพ่อๆ แม่ๆ ลุงป้าเสื้อแดง ขอบคุณที่ยืนอยู่ข้างๆ หนู แต่ในขณะเดียวกัน มีหลายคนเขามาขอโทษหนูว่าไม่น่าเรียกนักศึกษาออกมา น่าจะห้ามไม่ให้พูด ไม่ให้ออกมา คือเขาภูมิใจที่เราสู้ ที่มีอุดมการณ์ แต่เขาก็ไม่อยากให้เรามาโดนแบบนี้ หนูอยากบอกเขาว่า อย่าโทษตัวเอง หนูออกมาด้วยตัวหนูเอง และถ้าหนูไม่ออกมา ท้ายที่สุดก็เป็นหนูเองที่เสียดาย หนูเห็นสังคมเป็นแบบนี้ไม่ได้ เห็นคนไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ได้ หนูเห็นการบิดเบือนกับภาครัฐที่ส่งผลต่อประชาชนไม่ได้ หนูแค่เป็นคนที่ออกมาพูด ออกมาหวังให้ประเทศดีกว่าเดิม
หนูรู้ว่ามันเป็นประเทศที่เราต้องอยู่ไปชั่วชีวิต เราจะอยู่แบบไหน เราจะอยู่แบบที่เราไม่พูดอะไร หรือรอจนมันแก้ไขไม่ได้แล้ว หรือเราจะอยู่กับสังคมที่เราจะพูด แต่เรายอมเสี่ยง โดนคดี แต่ถ้าทำให้สังคมเปลี่ยนได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เราที่จะได้ แต่ทั้งประเทศจะเปลี่ยน เปลี่ยนบรรทัดฐานทุกอย่าง มีสวัสดิการ เสรีภาพไม่ถูกลิดรอน ถ้ามันเกิดจากการกระทำของหนูเพียงเล็กน้อย หนูว่ามันคุ้ม และไม่ได้เกิดจากการที่ใครบังคับหนูเลย”
ที่หนูออกมาสู้ หนูยังมีหวัง เรามีความฝัน ทุกคนออกมาพูด ออกมาสู้ เรามีภาพที่เห็นในหัว แล้วเราพูดออกมา เห็นปัญหาตรงไหนเลยอยากแก้ แล้วผลที่กลับมาจะดีขึ้น นั่นคือประเทศที่เราขีดเขียนขึ้นมา จริงๆ การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ หนูว่าหนูสำเร็จอย่างนึงนะ เพราะในอดีตการเคลื่อนไหวมักมีคนตาย แต่ยุคของเรา การที่เขาออกมาฆ่าเราได้โจ่งแจ้ง มันไม่เกิดขึ้นแล้ว มันน้อยลง เราว่ามันก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว”
