วงเสวนาชี้ ยุบพรรคการเมืองคือการทำลายเสียงประชาชน

วงเสวนาชี้ ยุบพรรคการเมืองคือการทำลายเสียงประชาชน

เมื่อ 8 ม.ค. 2563
8 มกราคม 2563 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีวงเสวนาในหัวข้อ "พรรคการเมืองกับอนาตประชาธิปไตย" ที่ว่าด้วยความสำคัญของสถาบันพรรคการเมือง ปมปัญหาของรัฐธรรมนูญ และบทบาทขององค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งส่งผลต่ออนาคตประชาธิปไตยไทย
 
โดยวิทยากรประกอบไปด้วย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รศ.โคทม อารียา อดีตผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมและตัวแทนเครือข่าย People Go
 
 
การยุบพรรคการเมือง คือ การทำลายเสียงของประชาชน
 
สุภารณ์ มาลัยลอย กล่าวว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในขบวนการภาคประชาชน จากการต่อสู้บนท้องถนนได้เปลี่ยนไปสู่การทำงานในสภา คนที่ทำงานในประเด็นปัญหาต่างๆ บางคนก้าวสู่การลงสมัครเป็น ส.ส. บางคนก้าวเข้าไปสู่การทำงานกับพรรคการเมือง ดังนั้น กลไกอย่างการเลือกตั้ง พรรคการเมือง และ ส.ส. จึงเป็นพื้นที่ให้กับภาคประชาชน
 
เมื่อมีการเลือกตั้ง ภาคประชาชนตื่นเต้นกับการเลือกตั้ง และตื่นตัวในการตรวจสอบว่า พรรคการเมืองได้ทำตามนโยบายหรือสิ่งที่ตนได้หาเสียงไว้หรือไม่ หรือตัวแทนของพื้นที่ต่างๆ ที่เข้าไป ได้ทำหน้าที่หรือเปล่า ดังนั้น สภาจึงมีบทบาทในการเป็นที่พึ่ง มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิ หรือการแก้ไขปรับปรุงปัญหาเชิงโครงสร้าง
 
สุภาภรณ์ ยกตัวอย่างของบทบาทสภาในการทำหน้าที่ตรวจสอบแทนภาคประชาชน อาทิ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือที่รู้จักกันในชื่อ "อีอีซี" โครงการดังกล่าวถูกริเริ่มมาในยุคคสช. ซึ่งในตอนนั้น แม้ว่า ภาคประชาชนจะพยายามคัดค้านตรวจสอบอย่างไรก็ไม่เกิดผล แต่เมื่อมีสภาที่มาจากการเลือกตั้ง สภามีการทำงานกดดัน มีความพยายามตั้งคณะทำงาน คณะกรรมาธิการเข้าไปตรวจสอบแม้จะตั้งคณะกรรมาธิการไม่สำเร็จ แต่ก็พยายามตั้งอนุกรรมการขึ้นมาแทน
 
ดังนั้น หากมีการยุบพรรคการเมืองที่ประชาชนลงคะแนนเลือกเข้ามา ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล อีกนัยหนึ่งก็คือการทำให้เสียงของประชาชนขาดหายไป ประชาชนไม่มีช่องทางหรือเครื่องมือในการนำเสียงเข้าสู่สภา เมื่อไม่มีพรรคการเมือง เส้นทางการเข้าไปมีส่วนร่วมอาจจะถูกทำลายไปพร้อมกับพรรคการเมือง 
 
ยุบพรรค คือ ปฏิบัติการทางการเมืองของชนชนนำ  
 
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล กล่าวว่า ปัญหาของสังคมไทยเป็นปัญหาเรื่องการจัดวางความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันต่างๆ ดังนั้น การมองบทบาทของตุลาการกับพรรคการเมืองหรือประชาธิปไตยต้องมองให้เห็นกระบวนการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจผ่านสถาบันตุลาการ
 
โดยกรอบที่จะใช้ในการมองเป็นงานการศึกษาจากต่างประเทศของ Ran Hirsch ที่วิเคราะห์บทบาทของสถาบันตุลาการว่า ในสังคมที่ชนชั้นนำทางการเมืองสามารถยึดกุมอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐสภาได้ อำนาจตุลาการจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางการเมือง แต่ถ้าเมื่อใดที่ชนชั้นนำไม่สามารถยึดกุมอำนาจจากการเลือกตั้งได้ สถาบันตุลาการจะกลายเป็นเครืองมือของชนชั้นนำ ในฐานะที่ตั้งชื่อให้ว่า เป็น "ผู้ธำรงอำนาจนำดั้งเดิม"
 
ภายใต้กรอบดังกล่าว รศ.สมชาย ชี้ให้เห็นว่า ก่อนการรัฐประหาร ปี 2549 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 สถาบันตุลาการไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางการเมือง แต่หลังการรัฐประหารในปี 2549 เราเห็นนัยยะสำคัญมากขึ้น เช่น คดียุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน หรือคดีถอดถอนสมัคร สุนทรเวช จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากชนชั้นนำกำลังสูญเสียอำนาจโดยมีคู่ขัดแย้งเป็นพรรคไทยรักไทยของ 'ทักษิณ ชินวัตร' ที่เข้ามาเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์การเมืองไทย และกลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ที่ชนชั้นนำเริ่มจะคุมไม่ได้
 
รศ.สมชาย กล่าวว่า ในช่วงหลังปี 2549 บทบาทของสถาบันตุลาการมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ พรรคการเมืองที่เป็นพรรคการเมืองเสียงข้างมาก ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งถูกยื่นยุบพรรคเหมือนกันกลับหลุดรอดมาได้ด้วยปมปัญหาทางเทคนิกที่ กกต. ยื่นคำร้องไม่ทันตามเวลาที่กำหนด
 
จนกระทั่งในปี 2560 เป็นต้นมา เป้าหมายทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปเพราะตัวชนชั้นนำเองสามารถกุมอำนาจจากการเลือกตั้งได้พอสมควร ทำให้เป้าหมายเปลี่ยนจากพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากเป็นพรรคที่เป็นปฏิปักษ์กับอำนาจของชนชั้นนำ ยกตัวอย่าง การเสนอยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นเพราะข้อเสนอของพรรคอนาคตใหม่เข้าไปกระทบผลประโยชน์ของชนชนนำ เช่น การยกเลิกเกณฑ์ทหารแบบบังคับ การตัดงบประมาณกองทัพ เป็นต้น
 
อย่างไรก็ดี รศ.สมชาย มองว่า การยุบพรรคการเมืองไม่ทำให้การจัดวางความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ประชาชนต้องการขาดหายไป ดังที่เราเคยมีบทเรียนมาแล้วว่า เมื่อพรรคหนึ่งถูกยุบก็สามารถตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาได้ ต่อให้ยุบพรรคอนาคตใหม่การรจัดความสัมพันธ์ทางการเมืองก็ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่อยู่ดี และองค์กรที่ใช้อำนาจที่ส่งผลทางการเมืองต้องถูกปฏิรูปให้อยู่กับร่องกับรอย
 
หากศาลจะยุบพรรคต้องมีความผิดที่ชัดเจน
 
ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กล่าวว่า ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยพรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ถ้าไม่มีการรวมตัวหรือรวมกลุ่มกันเป็นพรรคการเมือง คงเป็นการยากที่จะคาดเดาตัวบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือนโยบายรัฐบาล เพราะพรรคการเมืองมีหน้าที่เสนอตัวผู้สมัคร ส.ส. ควบคู่ไปกับการเสนอนโยบาย และพรรคที่ได้เสียงข้างมากก็จะได้จัดตั้งรัฐบาล 
 
ดังนั้น พรรคการเมือง คือ เครื่องมือในการสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองจากประชาชน ทุกคนที่มีอุดมการณ์และนโยบายสามารถรวมตัวกันแล้วขับเคลื่อนผ่านพรรคการเมือง ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญจึงต้องประกันเสรีภาพในการตั้งพรรคการเมือง
 
แต่ภายใต้กฎกติกาการเลือกตั้งที่ออกแบบโดย คสช. อาทิ ระบบการเลือกตั้ง ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตที่สอบตกกับผู้สมัครรับเลือกแบบบัญชีรายชื่อ เนื่องจากระบบเลือกตั้งเอาคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตไปเป็นฐานคำนวณที่นั่ง ส.ส. ซึ่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อค่อนข้างจะสบายกว่าในการหาเสียง ในขณะเดียวก็ยังทำให้เสถียรภาพทางการเมืองย่ำแย่ เนื่องจากมีพรรคการเมืองจำนวนมากในสภา แต่รัฐบาลมีเสียงเพียงแค่ "ปริ่มน้ำ" พรรครัฐบาลไม่ได้มีเอกภาพในการบริหาร แถมยังมี 'งูเห่า' ทางการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมือง
 
ปัญหาสำคัญอีกประการ คือ การยุบบพรรคการเมือง ซึ่ง ผศ.ดร.ปริญญา มองว่า ข้อหาที่ใช้ในการยุบพรรคการเมืองเปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจของสถาบันตุลาการมากจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น ใน พ.ร.ป.พรรคการเมืองมาตรา 92 (2) ที่ใช้คำว่า "อาจจะ" เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการใช้คำว่า "อาจจะ" ยังไม่เพียงพอต่อการยุบพรรค หากเป็นกรณีอาจจะเป็นปฏิปักษ์  ศาลมีอำนาจสั่งให้เลิกการกระทำนั้นตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ก็เพียงพอแล้ว 
 
ทั้งนี้ ผศ.ดร.ปริญญา ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่เป็นปฏิกิริยาที่ตอบโต้กลุ่มอำนาจเก่าที่อยู่ในอำนาจนานเกินไป หากกลุ่มอำนาจเก่าทำตามสัญญาและใช้เวลาไม่นานอย่างที่บอกกล่าวพรรคอนาคตใหม่คงไม่เกิดขึ้นมา ดังนั้น การต่อสู้ทางการเมืองมันควรอยู่ในสภา และในทางกลับกันควรส่งเสริมให้มีพรรคการเมืองที่หลากหลาย เพิ่มช่องทางให้ภาคประชาชนที่มีความหลากหลายได้นำประเด็นเข้าสู่สภา 
 
รัฐธรรมนูญกีดกันคนเห็นต่าง ต้องแก้รัฐธรรมนูญ
 
รศ.โคทม อารียา กล่าวว่า ในอดีตเราเคยกลัวว่า พรรคการเมืองจะถูกครอบงำโดยอำนาจธนาธิปไตย หรือ คนกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจเงินเยอะๆ ต่อมาระบอบประชาธิปไตยมีนามสกุล ทำให้อะไรก็ตามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรืออีกนัยหนึ่งคือ ไม่จงรักภักดี ก็จะถูกยุบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมให้มีคนที่เห็นต่างทางการเมือง
 
รศ.โคทม มองว่า การยุบพรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ควรเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กว้าง ควรให้โอกาสการต่อสู้ทางความคิด ทางนโยบาย แล้วให้ประชาชนเป็นผู้เลือกหรือตัดสินใจ ถ้าเราใช้การยุบพรรคการเมืองเรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ และจะเป็นการผลักให้คนกลุ่มหนึ่งออกไปจากรัฐสภาทั้งที่การต่อสู้ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรเกิดขึ้นที่นั่น 
 
รศ.โคทม กล่าวทิ้งท้ายว่า ปมปัญหาทางการเมืองส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยาก เพราะมีเงื่อนไขว่า ต้องได้เสียงจาก ส.ว. ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ถึงหนึ่งในสาม และต้องใช้เสียงจาก ส.ส.ฝ่ายค้านอีกอย่างน้อยยี่สิบเปอร์เซ็น แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชน ถ้าเสียงประชาชนเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องก็ควรจะคล้อยตามเจตจำนงของประชาชน