ผลงานคสช. กับปัญหายาเสพติด

 
31 พฤษภาคม 2557 คสช. มีคำสั่งที่ 41/2557 ให้ปราบปรามและหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติด คาดโทษเจ้าหน้าที่รัฐปล่อยปละละเลย หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง จะถูกดำเนินการทางวินัย และทางอาญาทันที
 
6 มิถุนายน 2557 มีการจัดประชุมที่สำนักงาน ป.ป.ส. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. เป็นประธานการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากกระทรวงหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในแต่ละมาตรการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 15 กระทรวงเข้าร่วม ผลการประชุม คสช.เร่งรัด 6 มาตรการด่วนปราบปรามและหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติด 
 
มาตรการที่ 1 เพิ่มความเข้มข้นในการสกัดกั้น ปราบปรามจับกุม และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติด
มาตรการที่ 2 การจัดระเบียบและเฝ้าระวังสถานบริการและสถานประกอบการ
มาตรการที่ 3 การบำบัด ฟื้นฟู และสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งในด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพ สร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
มาตรการที่ 4 การยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องทั้งระบบ
มาตรการที่ 5 การดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
มาตรการที่ 6 การติดตามประเมินผลและรายงานผลการปฏิบัติ
 
ด้าน พลเอก ไพบูลย์ กล่าวว่า ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ทุกหน่วยจะต้องช่วยกันดำเนินการให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความฉับไวและมีประสิทธิภาพ สามารถคืนความสุขให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยจะประเมินผลครั้งแรกใน 30 วัน  
 
ที่มาข่าว มติชนออนไลน์
 
ในวันดียวกันนั้นเอง คสช. ออกคำสั่งที่ 50/2557 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม 12 ราย ส่วนใหญ่เป็นบัญชีดำเครือข่ายค้ายาเสพติด
 
หลังจากที่มีคำสั่งชอง คสช เร่งรัดให้กดำเนินกากวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด ทุกภาคส่วนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างมากโดยจะเห็นจากในแต่ละจังหวัด เช่น เชียงใหม่ น่าน สระแก้ว อุบลราชธานี และอื่นๆ  ร่วมพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างยาเสพติด, อาวุธสงคราม และอาชญากรรม ณ พื้นที่ของตนเอง และเริ่มมีการกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง
บุกค้นปราบปรามยาเสพย์ติด ตรวจพบกัญชา
 
11 มิถุนายน 2557 พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รอง ผบก.น.2 นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ สน.บางซื่อ รวมจำนวน 152 นาย เข้าปิดล้อมตรวจค้นชุมชนไม่มีชื่อท้ายซอยอินทามระ 29 และพื้นที่เป้าหมายอื่นในย่านอินทามระ และย่านประดิพัทธ์ รวม 10 จุด เพื่อตรวจค้นยาเสพติด และอาวุธสงคราม ตามนโยบายของคสช. โดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาคดีเสพยาเสพติด จำนวน 6 ราย คดีครอบครองกัญชา 4 ราย พร้อมของกลางกัญชา จำนวน 6 ห่อ น้ำหนักประมาณ 2 ขีด กาว 4 กระป๋อง และอุปกรณ์การเสพยาไอซ์กับกัญชา อีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปดำเนินคดีที่ สน.บางซื่อ โดยผู้ต้องหาคดีเสพจะส่งศาลแขวงดุสิต เพื่อบำบัด ส่วนคดีครอบครองนั้นส่งฟ้องศาลอาญาต่อไป 
 
ที่มาข่าว INNNews
 
 
สั่งเรือนจำย้ายนักโทษไปเขาบิน กำหนดโครงการ “เจ้าหน้าที่สีขาว”
12 มิถุนายน 2557 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้รับผิดชอบกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายการบริหารงานราชทัณฑ์แก่ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ทั่วประเทศ และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของกรมราชทัณฑ์ที่ต้องปรับปรุงโดยเร่งด่วน คือ 1.มาตรการต่อตัวผู้ต้องหา ได้สั่งการให้เรือนจำ และ ทัณฑสถานทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรือนจำที่มีความเสี่ยงสูงคัดแยกผู้ต้องขังที่ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือ ใช้เรือนจำเป็นฐานบัญชาการในการติดต่อซื้อขายยาเสพติด ย้ายไปคุมขังที่แดนความมั่นคงสูง เรือนจำกลางเขาบิน จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นเรือนจำที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด ภายใน 7 วัน และควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อตัดช่องทางในการติดต่อกับบุคคลภายนอก 
 
2. มาตรการสำหรับเจ้าหน้าที่ ให้แต่ละเรือนจำ และ ทัณฑสถาน เอ็กซ์เรย์เจ้าหน้าที่ทุกนาย โดยกำหนดเป็นโครงการ "เจ้าหน้าที่สีขาว" ที่ต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกประเภท หากพบว่ามีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือ นำสิ่งของต้องห้ามเข้าเรือนจำ มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ กรมราชทัณฑ์จะต้องลงโทษบุคคลนั้้นๆ อาทิ ห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ ของเรือนจำ ย้ายออกนอกพื้นที่  และส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทางอาญาต่อไป
 
ทั้งนี้ หากมีความผิดพลาด หรือ เกิดความบกพร่องในจุดไหน ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นในจุดนั้นๆ ต้องรับผิดชอบ โดยเรือนจำ และทัณฑสถานต่างๆ ต้องดำเนินการให้เห็นผลภายใน 30 วัน ส่วนมาตรการจำเป็นที่ต้องใช้งบประมาณ หรือ การเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ ให้นำเสนอขึ้นมาให้ คสช. พิจารณาโดยเร่งด่วน
 
ที่มาข่าว ครอบครัวข่าว
 
 
 
 
ที่มาภาพ ThaiPBS
 
บุกค้นเรือนจำคลองเปรม พบยาไอซ์-โทรศัพท์
18 มิถุนายน 2557 เจ้าหน้าที่สนธิกำลัง กว่า 200 นาย เข้าตรวจค้นเรือนจำกลางคลองเปรม หาสิ่งผิดกฎหมาย สิ่งต้องห้าม ยาเสพติด ตามนโยบายของ คสช. โดยผลการตรวจค้นเบื้องต้น พบเงินสด 6,000 บาท ซิมโทรศัพท์ และสมุดโน้ตจดรายละเอียดเกี่ยวกับยอดเงิน และเบอร์โทรศัพท์ ถูกห่อด้วยกระดาษ และบรรจุในถุงพลาสติก ถูกฝังอยู่ใต้ดิน บริเวณนอกรั้วโรงอาบน้ำ ภายในแดน 2 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป ด้าน นายประเสริฐ อยู่สุภาพ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม เปิดเผยว่า ปกติทางเรือนจำจะเข้าตรวจค้นอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ภายหลัง คสช. มอบนโยบายให้ขจัดยาเสพติดในเรือนจำ เน้นย้ำไม่ให้มีโทรศัพท์มือถือ ยาเสพติด ตลอดจนการค้ายาเสพติด ภายในเรือนจำอย่างเด็ดขาด ทางเรือนจำจึงตรวจถี่ขึ้น โดยผลการตรวจค้นตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. พบ โทรศัพท์มือถือ 16 เครื่อง ยาไอซ์ 0.5 กรัม และเหล็กแหลม จำนวนหนึ่ง
 
ที่มาข่าว INNNews
 
 
ประสานปปง.อายัดบัญชี เล็งประกาศยกเลิกธนบัตร ให้นำธนบัตรมาเปลี่ยนใหม่
19 มิถุนายน 2557 ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. หารือร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อขอความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มค้ายาเสพติด โดยเบื้องต้น ขอให้ ปปง.ส่งรายชื่อบุคคลที่ต้องเฝ้าระวัง ที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด และการคอร์รัปชั่นอื่นๆ ให้แก่สถาบันการเงิน รวมถึงหน่วยงานที่ให้บริการด้านการเงินทุกแห่งทั่วประเทศเพื่อตรวจสอบและติดตามธุรกรรม โดยรายชื่อเหล่านี้ ปปง.จะนำมากลั่นกรองอีกครั้ง เพื่อไม่ให้มีการจัดทำรายชื่อแบบเหวี่ยงแห สำหรับบัญชีที่ต้องสงสัยเกี่ยวกับการกระทำผิด  เบื้องต้นมี 470 บัญชี แบ่งเป็นบัญชีความผิดเกี่ยวกับแก๊งคอลเซนเตอร์ 324 บัญชี บัญชีเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงภาษี 112 บัญชี บัญชีเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด 20 บัญชี และบัญชีเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต 14 บัญชี ส่วนแนวคิดในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของกลุ่มที่นำเงินสดเก็บไว้ในบ้าน มีข้อเสนอว่า หากประกาศยกเลิกธนบัตรเพื่อเปลี่ยนรูปแบบธนบัตรใหม่บังคับให้ผู้ครอบครองธนบัตรนำเงินสดมาแลกเปลี่ยนธนบัตรชุดใหม่ ก็จะสามารถสั่งการให้สถาบันการเงินตรวจสอบลูกค้า และให้เจ้าของเงินชี้แจงได้
 
ในวันเดียวกัน พ.ต.อ.ธนกฤต อ่อนละออ ผกก.สภ.ปากคลองรังสิต ได้ผสานกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารนำโดย พ.อ.สมชาย อ่อนส้มกิจ รอง ผบ.ปตอ.2 ได้ร่วมกันนำกำลัง 60 นายเข้าตรวจคนภายในชุมชนเฟื่องฟ้า หลังวัดบางกะดี หมู่ 4 ต.บางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี เป้าหมายในการตรวจค้น 11 จุดภายในชุมชนดังกล่าว ผลการตรวจค้นบ้านเลขที่ 56/8 พบของกลางยาบ้าจำนวน 30 เม็ดอยู่บริเวณตู้เสื้อผ้า และบ้านเลขที่ 78/68 พบของกลางยาบ้าจำนวน 20 เม็ดซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊ก ด้าน พ.อ.สมชาย อ่อนส้มกิจ กล่าวว่า สำหรับการบุกเข้าตรวจค้นครั้งนี้เป็นการตรวจค้นตามอำนาจหน้าที่ตามประกาศกฎอัยการศึก เพื่อค้นหาสิ่งที่ใช้ มีไว้ ได้มาโดยผิดกฎหมาย ครอบครองโดยผิดกฎหมาย และสิ่งของที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ หลังจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่บริเวณย่านดังกล่าวว่ามักมีผู้ลักลอบจำหน่ายยาเสพติด จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจค้นภายในชุมชนเฟื่องฟ้า หลังวัดบางกะดีดังกล่าว
 
 
 
ฯลฯ